หน้าหลัก | จังหวัดบุรีรัมย์ | ข่าวประชาสัมพันธ์ | แหล่งท่องเที่ยว | ประเพณีภูมิปัญญา | แนะนำภาพ | แนะนำร้านค้า | ลงนามถวายพระพร | ลงนามถวายพระพร | เว็บบอร์ด | ติดต่อโฆษณา
User :
Password :
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

เกาะติดประเด็นร้อน

ตำแหน่งโฆษณา
หมวด » ห้างร้าน โรงแรม ท่องเที่ยว » โบราณสถาน

 

ตำนานพระเจ้าใหญ่

 

ตำนานพระเจ้าใหญ่
พระเจ้าใหญ่ เป็นพระพุทธรูปโบราณปางมารวิชัยหน้าตักกว้าง 133 เซนติเมตร สูง 222 เซนติเมตร เนื้อผงหรือว่าน สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างเมื่อพุทธศตวรรตที่ 8 (พ.ศ. 700 -800)

ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระเจ้าใหญ่ ที่มีคนล่ำลือไปทุกแห่งหน คือ
1) การสาบานเลิกสิ่งเสพติด ของมึนเมา ผู้ใดปฏิบัติได้ชีวิตจะพบแต่ความเจริญรุ่งเรือง ถ้าผิดคำสาบานจะมีอันเป็นไปต่างต่างนานา
2) การสาบานเมื่อตกลงกันไม่ได้ หรือการหาผู้ทำผิดไม่ได้ ซึ่งเมื่อผู้ใดทำผิดก็จะมีอันป็นไปต่างต่างนานาทุกราย
3) การบนบานเพื่อให้ประสบความสำเร็จในชีวิตและการงาน
4) การอธิษฐานขอให้สิ่งที่ปรารถนา เช่น การขอมีบุตร การขอให้โชคดี เป็นต้น

ตำนานพระเจ้าใหญ่
บันทึกต่อไปนี้เป็นการศึกษาค้นคว้า สืบค้น ด้วยแรงบันดาลใจในฐานะที่เป็นลูกหลานพระเจ้าใหญ่โดยกำเนิด ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ได้พบเห็น ความศักดิ์สิทธิ์ และปาฏิหาริย์ขององค์พระเจ้าใหญ่นั้น ล้วนแต่เป็นปริศนาที่ให้สืบค้นทั้งนั้น มีผู้ศึกษาและสันนิษฐานเกี่ยวกับองค์พระเจ้าใหญ่มากมาย บ้างก็ว่าเป็นเนื้อสำริด บ้างก็ว่าเป็นเนื้อปูนปั้น บางคนว่าสร้างในสมัยอยุธยา บางคนว่าสร้างในสมัยสุโขทัย บางทีว่าเป็นศิลปะลาว บางทีว่าสร้างในสมัยขอม หรือแม้แต่บางคนก็ยังบอกว่าสร้างมาประมาณ 300 ปี และยังบอกอีกว่า พระเจ้าใหญ่องค์ผอม ตอนสร้างคงข้าวยากหมากแพง ประชาชนอดอยาก พระพุทธรูปที่สร้างจึงมีลักษณะผอม
ในฐานะที่เป็นลูกหลานพระเจ้าใหญ่ จึงทำการศึกษาตำนานพระเจ้าใหญ่อย่างจริงจัง โดยการศึกษาจากผู้เฒ่าผู้แก่แห่งหมู่บ้านศีรษะแรต ผู้เฒ่าผู้แก่ที่ให้ข้อมูล มีอายุ 80 ปีขึ้นไป ท่านเหล่านี้เล่าตำนานพระเจ้าใหญ่จากประสบการณ์ และเรื่องราวที่เล่าสืบกันมา ปัจจุบันนี้ผู้เฒ่าผู้แก่เหล่านี้ ส่วนใหญ่ได้ล้มหายตายจากไปแล้ว ถ้าหากว่าไม่มีการบันทึกเรื่องราวเหล่านี้ไว้ก็คงจะจางหายไปกับกาลเวลา และภูมิปัญญาของผู้รู้ทั้งหลาย
1. อภินิหารแห่งตำนาน
เมื่อสมัยก่อนชาวบ้านมีการเล่าเรียนธรรมล้ำลึกมากและมีการฝึกวิชาอาคม ซึ่งการเล่าเรียนนั้นจะเรียนกับพระสงฆ์ที่ท่านเก่งกล้าในด้านนี้ ถึงคืนวันขึ้น 15 ค่ำ พระจันทร์เต็มดวง ท้องฟ้าสดใสไม่มีเมฆหมอกมาบดบังแสงจันทร์ ผู้มีสมาธิแก่กล้าทั้งหลายนั่งเรียงรายรอบองค์พระเจ้าใหญ่ ร่วมกันบริกรรมคาถาอาคม ไม่กี่อึดใจต่อมาการปรากฎพระวรกายอันงดงามอุดมไปด้วยรังสีทั้ง 7 แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็บังเกิดขึ้นต่อหน้าผู้มีสมาธิ พระพุทธองค์เสด็จออกมาจากองค์พระเจ้าใหญ่ไม่นานนักภาพพระพุทธองค์ก็จางหายไป แต่ได้ปรากฎแก้วมรกต 3 ดวง ลอยออกมาจากพระอุทร (ท้อง) ขององค์พระเจ้าใหญ่ วนเวียนอวดรัศมี แล้วก็จางหายไป ต่อมาไม่นานพระอินทร์ และเทวดาทั้งมวลก็ปรากฎขึ้นพร้อมกันกราบไหว้องค์พระเจ้าใหญ่ แล้วก็หายวับไป ภาพเหล่านี้ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ ทุกวันขึ้น 15 ค่ำ ที่ผู้มีวิชาเหล่านี้ ได้มารวมกันทำสมาธิ และเรื่องราวเหล่านี้ได้เล่าสืบทอดกันเรื่อยมาหลายชั่วอายุคน และไม่เคยมีผู้ใดที่จะบันทึกเหตุการณ์ไว้เลย ผู้เฒ่าผู้แก่ยุคต่อมาพยายามเล่าและอธิบายพร้อมสั่งสอนลูกหลานให้เกรงกลัวบาปที่ทำ เพราะพระเจ้าใหญ่ท่านมองเห็นแต่ก็ไม่มีใครให้ความสำคัญมากนัก ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า “ตำนานพระเจ้าใหญ่นั้นพระอินทร์เป็นผู้สร้างองค์พระเจ้าใหญ่ โดยเนรมิตผุดขึ้นมาจากพื้นดิน เนื้อกายขององค์พระเจ้าใหญ่เป็นดินผงธุลีทั้งหมด โดยมีเจตนาในการเนรมิตว่าให้เป็นพระพุทธรูปที่รักษาผืนแผ่นดินแห่งโลกและจักรวาลให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน ให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้อาศัยผืนแผ่นดินนี้ทำมาหากินและสร้างบุญบารมี ผืนแผ่นดินเป็นธาตุหนัก ผู้ที่รับธาตุดินไว้ได้จึงเป็นผู้มีบุญบารมีที่ดีสุด และผืนแผ่นดินเป็นที่สุดของโลกและจักรวาล องค์พระเจ้าใหญ่จึงถูกเนรมิตขึ้นมาเพื่อรับงานหนักนี้โดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นองค์พระเจ้าใหญ่จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งใหญ่ที่จะแผ่บารมีปกปักรักษาผืนแผ่นดินที่มนุษย์และสัตว์อาศัยอยู่ในโลกนี้ตลอดไป สัญลักษณ์แห่งองค์อินทร์ คือ ดวงแก้วมรกต 3 ดวง ที่บรรจุไว้ในพระอุทร (ท้อง) ขององค์พระเจ้าใหญ่ เพื่อเป็นศูนย์รวมของสมาธิทั้งปวงในจักรวาล และพระอินทร์ยังได้พระราชทานนามพระพุทธรูปที่เนรมิตขึ้นมาว่า "พระเทวฤทธิ์อินทรวกร" แต่คนทั่วไปนิยมเรียกว่า "พระเจ้าใหญ่” ผู้ที่มีบุญบารมีจะพบแก้วมรกต 3 ดวง และพบเห็นพระพุทธองค์เสด็จออกมาจากองค์พระเจ้าใหญ่เสมอ ๆ จากประสบการณ์ของผู้บันทึกเอง เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2546 ได้มีแม่ชีท่านหนึ่งเดินทางมาจากจังหวัดนครราชสีมา และได้ขออนุญาตทางวัดนั่งสมาธิต่อหน้าองค์พระเจ้าใหญ่ตลอดทั้งวัน หลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้วแม่ชีท่านนี้จะเดินทางกลับและได้พูดกับทายกที่ประจำอยู่บนวิหารพระเจ้าใหญ่ว่าท่านได้เห็นพระพุทธเจ้าเสด็จทรงอุ้มบาตรออกมาจากองค์พระเจ้าใหญ่ มีกายสวยงามมาก มีแสงสว่างตลอดเวลา แล้วท่านก็เดินทางจากไป ผู้บันทึกเองก็อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นด้วยเหมือนกัน จึงน่าจะเป็นสิ่งยืนยันทางจิตได้อีกอย่างหนึ่งว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สอดคล้องกับตำนานพระเจ้าใหญ่ที่เล่าสืบต่อกันมา
2. เหตุการณ์ผสมตำนาน
วันหนึ่ง...ขณะที่ทายกประจำวิหารพระเจ้าใหญ่กำลังประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ให้กับผู้ที่มาทำบุญกราบไหว้บูชาองค์พระเจ้าใหญ่อยู่นั้น ได้มีชายคนหนึ่งที่เดินทางมากราบไหว้บูชาพระเจ้าใหญ่เหมือนกัน และได้นั่งลงใกล้ ๆ ทายกท่านหนึ่งแล้วพูดว่า “พ่อใหญ่ ผมมีความเคารพศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระเจ้าใหญ่มาก ผมจะมาทำบุญปิดทองทุกปี ปู่ผมเคยเล่าให้ผมฟังว่า ท่านได้มากราบไหว้บูชาพระเจ้าใหญ่และปิดทอง ทันใดนั้นท่านได้เห็นอักษรขอมปรากฎอยู่บนแผ่นหลังขององค์พระเจ้าใหญ่ ปู่ของผมคนนี้แกเป็นคนอ่านหนังสือขอมออก ท่านบอกว่าอักษรขอมที่ปรากฎอยู่นั้นอ่านได้ว่า สร้างเมื่อ พ.ศ. 8” พูดจบชายคนนั้นก็เดินจากไป จึงไม่ทราบว่าชายคนนั้นเป็นใคร ชื่ออะไร บ้านอยู่ที่ไหน พ่อใหญ่ทายกก็ยังไม่ได้ถามชายคนนั้นก็จากไปเสียแล้ว จากเหตุการณ์นี้เป็นการสอดคล้องกับตำนานพระเจ้าใหญ่ที่ว่าไม่ใช่ฝีมือมนุษย์สร้าง เพราะมนุษย์น่าจะไม่มีความสามารถที่จะสร้างพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์ขนาดนี้ได้ คงจะมีเฉพาะผู้มีฤทธิ์เนรมิตเท่านั้น
อีกวันหนึ่ง...มีชาวบ้านจากจังหวัดสระแก้วพร้อมครอบครัว และญาติพี่น้อง ได้เดินทางมานมัสการพระเจ้าใหญ่ และได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเขาให้ทายกบนวิหารฟังว่า ตัวเขาและครอบครัวได้เดินทางมานมัสการพระเจ้าใหญ่ทุกปี และได้ห้อยพระเครื่องพระเจ้าใหญ่ติดคอเป็นประจำ วันหนึ่งเขาได้ไปต่อนกเขา วันนั้นเองพระเจ้าใหญ่ที่ห้อยคอไว้ไม่รู้หายไปไหน จะหาอย่างไรก็ไม่เจอ นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่าพระหายไปได้อย่างไร พอตกตอนกลางคืนก่อนเข้านอนเขาได้อธิษฐานขอให้ได้พระคืน..ปรากฎว่าในคืนนั้นเขาได้ฝันไปว่าพระเจ้าใหญ่เหาะไปหาเขาที่บ้านและบอกเขาว่าที่พระหายไปเป็นเพราะเขาไปรังแกสัตว์ป่าคือนกเขานั่นเอง และท่านยังบอกอีกว่าให้ไปบอกทางวัดหงษ์ด้วยว่าที่มีคนทั่วไปเรียกท่านว่า พระเจ้าใหญ่นั้นท่านก็ว่าดี และก็ไม่ได้ถือสาอะไร แต่ที่จริงท่านมีนามว่า “เทวฤทธิ์” และพระอินทร์เป็นผู้สร้างท่านขึ้นมา พอตกใจตื่นมาก็ได้เล่าเรื่องราวให้ภรรยาฟัง รุ่งเช้าจึงพาครอบครัว และญาติพี่น้องมานมัสการพระเจ้าใหญ่ และเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ทางวัดฟังตามที่พระเจ้าใหญ่บอกมา
3. ย้อนตำนาน
จากการศึกษาประวัติศาสตร์การสร้างพระพุทธรูป ซึ่งได้มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้น ครั้งแรกในโลกตามตำนานพระเจ้าประเสนชิต แห่งกรุงโกศลราช พระเจ้าประเสนชิต ได้สร้างพระพุทธรูปด้วยไม้แก่นจันทน์ขึ้นเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า ครั้งที่พระพุทธองค์เสด็จไปโปรดพุทธมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากนั้นไม่มีการสร้างพระพุทธรูปอีก ในอินเดียยุคแรกจะสร้างสัญลักษณ์แทน เช่น ธรรมจักร รอยพระพุทธบาท จนมาถึงสมัยพระเจ้ามิลินท์ แห่งแคว้นคันธารราฐ จึงมีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นอีกครั้ง
ประวัติศาสตร์การสร้างพระพุทธรูปในประเทศไทย พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ในปลายพุทธศตวรรษที่ 3 (พ.ศ. 200 - 300) ซี่งพระองค์ทรงส่งพระโสณะเถระและพระอุตระเถระมาประกาศพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมิ ซึ่งมีลักษณะการสร้างพระพุทธรูป ดังนี้
ศิลปะฟูนัน (พุทธศตวรรษที่ 7 - 10 พ.ศ. 700 - 1000) นิยมสร้างพระพุทธรูปเนื้อดินเผา และแกะสลักหิน อาณาจักรฟูนันเจริญรุ่งเรืองแถบลุ่มแม่น้ำโขงตอนใต้ ความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรฟูนันนั้นคล้าย ๆ กันกับอาณาจักรจำปาของอินเดีย (ซึ่งศิลปะจำปานิยมสร้างพระพุทธรูปเนื้อผงหรือว่าน) ปางนิยมสร้าง คือ ปางสมาธิ ปางมารวิชัย ถ้าพระพุทธรูปยืนจะสร้างปางประทานธรรม
ศิลปะทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11 - 16 พ.ศ. 1000 - 1600) นิยมสร้างพระพุทธรูป แกะสลักหิน หล่อสำริด และดินเผา ปางสมาธิ ปางมารวิชัย ถ้าพระพุทธรูปยืนจะสร้างปางประทานธรรม ปางประทานพร และปางประทานอภัยด้วยพระหัตถ์ขวา
ศิลปะขอม (พุทธศตวรรษที่ 17 พ.ศ. 1600 - 1700) นิยมสร้างพระพุทธรูปแกะสลักหินและหล่อสำริด
ศิลปะสุโขทัย (พุทธศตวรรษที่ 18 พ.ศ. 1700 - 1800) นิยมสร้างพระพุทธรูปปูนปั้น และหล่อสำริด ลักษณะพระพุทธรูปงดงามมาก ยกตัวอย่าง เช่น พระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก เป็นต้น
จากการศึกษาสมัยนิยมสร้างพระพุทธรูปนั้น สังเกตได้ว่าพระเจ้าใหญ่มีลักษณะการสร้างคล้ายกับการสร้างพระพุทธรูปของอาณาจักรจำปา กล่าวคือ จากการสังเกตและวิเคราะห์ส่วนเนื้อและพระเกศธาตุขององค์พระเจ้าใหญ่ที่ชำรุด ปรากฎว่าเป็นเนื้อผงหรือว่าน ลงรักปิดทองในภายหลัง (รักที่ใช้น่าจะเป็นยางบง เพราะยางบงมีคุณสมบัติใช้ผสานผงด้วย) เนื่องจากการลงรักหนามากจึงทำให้หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเนื้อสำริด ข้างในบรรจุผงวิเศษและทรายแก้ว นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์เป็นยิ่งนัก ที่โครงสร้างเนื้อผงที่มีความหนาประมาณ 1 เซนติเมตร คงสภาพอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้
พุทธลักษณะโดยทั่วไปไม่ตรงตามสมัยใดเลยที่นิยมการสร้างพระพุทธรูปด้วยเนื้อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหิน สำริด ปูนปั้น ดังนั้นจึงน่าจะสันนิษฐานได้ว่าเป็นพระเจ้าใหญ่ถูกสร้างขึ้นก่อนสมัยทวารวดี ส่วนที่มีอักษรขอมจารึกไว้ และมีผู้อ่านออกว่า “สร้างเมื่อ พ.ศ. 8” น่าจะหมายความว่าสร้างเมื่อ พุทธศตวรรษที่ 8 (พ.ศ. 700 - 800) ซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับอิทธิพลมาจากอาณาจักรจำปาของอินเดียพอดี อักษรขอมนั้นน่าจะเขียนขึ้นภายหลังจากผู้ที่เรียนวิชาอาคมและรู้เรื่องราวพระเจ้าใหญ่
4. การค้นพบพระเจ้าใหญ่
4.1 ยุคสมัยทวารวดี (ประมาณ พ.ศ. 1000 - 1600) ในปี พ.ศ. 2513 ได้มีการขุดดินรอบนอกองค์พระเจ้าใหญ่ เพื่อวางฐานรากวิหารหลังใหม่ ได้พบพระพิมพ์รวมปาง (เป็นแผ่น) สูงประมาณ 60 - 70 เซนติเมตร พุทธลักษณะมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่อยู่ตรงกลางล้อมรอบด้วยพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ นับร้อยองค์ และขอบนอกสุดเป็นลวดลายต้นไม้และสัตว์ต่าง ๆ เนื้อสำริดสวยงามมาก มีฝรั่งท่านหนึ่งเคยมาดูและพูดว่า “เป็นสมัยทวารวดี” พระองค์นี้ถูกฝังไว้ตรงช่องที่เป็นประตูโบราณพอดี สันนิษฐานว่าน่าจะฝังไว้คอยเฝ้าองค์พระเจ้าใหญ่ ชุมชนยุคนี้น่าจะเป็นชุมชนยุคแรกที่พบพระเจ้าใหญ่แล้วสร้างวิหารครอบองค์พระเจ้าใหญ่ จึงพบพระยุคนี้ฝังไว้ในดิน
4.2 ยุคขอมเรืองอำนาจ (ประมาณ พ.ศ.1600 - 1700) ชุมชนในยุคนี้เมื่อพบพระเจ้าใหญ่ และรู้เรื่องราวการสร้างพระเจ้าใหญ่ จึงจารึกอักษรขอมไว้ เช่น จารึกบนแผ่นหลังองค์พระเจ้าใหญ่ว่า “สร้างเมื่อ พ.ศ. 8” และจารึกบนแผ่นดินเผาฝังไว้ในดินว่า “พระเจ้าใหญ่”
4.3 ท้าวศรีปาก (นา) (ประมาณ พ.ศ. 1790) เจ้าเมืองลาวและไพร่พลพบพระเจ้าใหญ่ ในยุคนี้น่าจะมีการบูรณะสร้างวิหารใหม่ เพราะจากการขุดเมื่อปี พ.ศ. 2513 ได้พบพระพุทธรูปบูชาศิลปะลาว มีทั้งเนื้อผง เนื้อดินเผา เนื้อสำริด และเนื้อทองคำ วางอย่างเป็นระเบียบอยู่ในไหฝังอยู่รอบ ๆ องค์พระเจ้าใหญ่ และบริเวณด้านหน้าองค์พระเจ้าใหญ่เป็นจำนวนมากนับร้อยไห นอกจากนี้ในยุคท้าวศรีปาก (นา) นี้ยังได้สร้างพระนอแรด และเจดีย์ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังองค์พระเจ้าใหญ่ (ปัจจุบันเจดีย์เก่าถูกสร้างครอบไว้ด้วยเจดีย์องค์ใหม่) การตั้งเมืองในยุคของท้าวศรีปาก (นา) นี้จะตั้งห่างจากองค์พระเจ้าใหญ่ไปทางทิศตะวันออกไม่น่าจะเกิน 1 กิโลเมตร เพราะถัดไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร น่าจะเป็นที่ฝังศพของเจ้าเมือง ที่เรียกว่า โนนเจ้าเมือง (ปัจจุบันพอที่จะมีเค้าโครงของเนินดินให้เห็นอยู่บ้าง) ชุมชนท้าวศรีปาก (นา) สิ้นสุดลงในระยะเวลาอันสั้น เพราะไพร่พลส่วนมากเป็นผู้ชาย หลังจากนั้นเป็นเวลายาวนาน นานเท่าไรไม่มีใครกำหนดได้ พระเจ้าใหญ่ถูกทิ้งร้าง ซากปรักหักพังถูกดินทับถม แม้แต่องค์พระเจ้าใหญ่ก็ถูกดินทับถม และเกิดจอมปลวกขึ้นปกคลุมจนไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นพระพุทธรูป และถูกทับถมอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานแสนนาน จนไม่มีใครเห็นองค์พระเจ้าใหญ่อีกเลย
4.4 พรานป่า 2 คน คือ อุปฮาดทาทอง (ยศ) และอุปฮาดเหล็กสะท้านไกรสร (ประมาณ พ.ศ. 2200) ได้ติดตามหงส์ตัวหนึ่งเข้ามาในบริเวณนี้ พอเข้ามาในบริเวณปรากฎว่าหงส์ตัวนั้นหายไปอย่างลึกลับทั้ง ๆ ที่ติดตามอย่างกระชั้นชิด ทันใดนั้นทั้งสองได้พบพระพุทธรูปขนาดใหญ่ในลักษณะผุดขึ้นมาจากพื้นดิน (คงจะเป็นเพราะดินปลวกถูกกร่อนลงมาบางส่วนตามธรรมชาติ หรือเป็นเพราะปาฏิหาริย์พระเจ้าใหญ่ที่บันดาลให้พบเห็น) โดยรอบ ๆ จะมีเถาวัลย์ปกคลุมไปทั่วบริเวณ มีต้นตาลและต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่เต็มทั่วบริเวณ สำรวจพบซากเจดีย์อยู่ด้านหลังองค์พระ สำรวจไกลออกไปทางด้านทิศตะวันออก พบหนองน้ำขนาดเล็ก พบซากกระดูกแรดอยู่ในหนองน้ำนั้นในลักษณะของซากกลายเป็นหิน แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก ย้อนกลับมาที่องค์พระ ได้พบพระนอแรดอีกองค์หนึ่งเกิดความเกรงกลัวจึงหยุดติดตามหงส์ตัวนั้น และกลับไปชักชวนพี่น้องมาตั้งรกรากอยู่ ณ ที่นี้ ตั้งชื่อชุมชนตามกระดูกแรดที่พบว่า “บ้านหัวแรด” และสร้างวัดขึ้น ตั้งชื่อตามหงส์ตัวนั้นว่า “วัดหงส์” (ปัจจุบันเป็นวัดหงษ์ และบ้านศีรษะแรต) ชุมชนบ้านหัวแรดในยุคนี้จะตั้งหมู่บ้านอยู่บริเวณใกล้เคียงกับที่ตัวเมืองเดิมของท้าวศรีปาก (นา) ซึ่งบริเวณที่ตั้งหมู่บ้านนี้เรียกว่า “โนนย่านาง”
5. กาลต่อมา สิ่งปลูกสร้างได้ผุพังลงมาตามกาลเวลา พระเจ้าใหญ่ต้องตั้งอยู่ท่ามกลางแดดฝนเรื่อยมา มีผู้นำจีวรพระไปผูกบังแดด ฝนให้องค์พระเจ้าใหญ่ ต่อมามีผู้นำสังกะสี 2 แผ่น ไปบังแดดฝนแทนจีวรพระ ประมาณปี พ.ศ. 2478 จึงมีการสร้างวิหารพระเจ้าใหญ่ (โครงไม้มุงสังกะสี) และในปี พ.ศ. 2513 จึงมีการขุดรื้อถอนสร้างวิหารหลังใหม่ องค์พระเจ้าใหญ่ ถ้าเรามองดูผิวเผินจะเห็นว่าผอมไม่สวยงามประณีต แต่ถ้าใช้เวลาพิจารณาจะมองเห็นว่าองค์พระเจ้าใหญ่มีพระวรกายสมบูรณ์ อ่อนช้อย ละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง ประณีต สวยงามมาก ซึ่งน่าจะเป็นปริศนาธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ชาวพุทธศาสนิกชนควรศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ความศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระเจ้าใหญ่มีผู้คนล่ำลือไปจนทั่วทุกแห่งหน จนมีผู้คนหลั่งไหลมาพึ่งบุญบารมีของพระเจ้าใหญ่อย่างล้นหลามทุกวัน และทางวัดได้จัดงานเทศกาลปิดทองพระเจ้าใหญ่ในวันเพ็ญเดือน 3 ของทุกปี ซึ่งทางจังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับรองเป็นงานประเพณีของจังหวัดด้วย ขอยกอภินิหารองค์พระเจ้าใหญ่มานำเสนอสาธุชนทั้งหลาย พอสังเขป ดังนี้
1) ครั้งหนึ่งมีผู้ประสงค์ร้ายกลุ่มหนึ่งได้ใช้ขวานฟันขาท่อนบนของพระเจ้าใหญ่ หวังหาสมบัติ ทันใดนั้นได้ปรากฎงูใหญ่ตัวหนึ่งเลื้อยออกมาจากเกศพระเจ้าใหญ่เข้าไล่กัดคนกลุ่มนี้จนต้องวิ่งหนีลงจากวิหาร ขณะวิ่งลงมาถึงพื้นปรากฎว่าน้ำท่วมทั่วบริเวณ จึงพากันว่ายน้ำหนีงูไปไกลกว่า 3 กม. พอเหตุการณ์สงบลงผลก็คือ คนกลุ่มนี้ลอยบกเป็นเหตุให้หน้าอก ใบหน้า และเนื้อตัวเป็นแผลเหวอะหวะน่าขยะแขยงเป็นอันมาก
2) ตอนเริ่มสร้างวิหารหลังใหม่ ทางวัดได้จ้างคนขุดร่องเพื่อวางคานปูน จำนวน 2 คน ค่าจ้าง 600 บาท พอขุดไปได้สักระยะหนึ่ง หนึ่งในจำนวน 2 คน รู้สึกเหนื่อยจึงจับพระพุทธรูปองค์เล็กที่วางเรียงรายอยู่รอบด้านหลังพระเจ้าใหญ่ หันหน้าเข้าหากันและพูดว่า “อ้าว คนเหนื่อยไม่รู้จัก มาช่วย หันหน้าเข้าคุยกันซะ” ทันใดนั้นแผ่นดินข้าง ๆ คนขุดคนนั้นได้แยกตัวออกและล้มลงจะทับร่างของคนขุดดินคนที่พูด อีกคนเห็นเหตุการณ์จึงรีบกล่าวขอขมาพระเจ้าใหญ่ และคนที่พูดก็รีบกล่าวขอขมาเช่นกัน แผ่นดินจึงหยุดทรุดตัว และคนทั้งสองจึงขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย
3) ครั้งหนึ่งได้มีปลัดอำเภอท่านหนึ่งนำพระพุทธรูปองค์เล็กที่ตั้งเรียงรายอยู่รอบฐานพระเจ้าใหญ่ หวังกลับไปอำเภอ พอขี่ม้าไปถึงถนนขาด (สะพานข้ามไปพุทไธสง) ทันใดนั้นม้าได้ล้มลงขาดใจตายทันที ปลัดคนนั้นตกใจกลัวเป็นอันมาก จึงรีบนำพระพุทธรูปองค์นั้นมาคืนที่เดิม
4) ครั้งหนึ่งสองสามีภรรยาคู่หนึ่งไม่มีบุตรด้วยกัน ไปขอที่ไหนหรือไปพบแพทย์ที่ใด ๆ ก็ไม่สามารถที่จะมีบุตรด้วยกันได้ และได้ยินกิตติศัพท์ความศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าใหญ่อยู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้มาขอบุตร วันหนึ่งบังเอิญขับรถผ่านมาทางวัดหงษ์พระเจ้าใหญ่พร้อมด้วยภรรยา ไม่ได้แวะแต่พูดว่า “ถ้าพระเจ้าใหญ่แน่จริงขอให้มีบุตร พิการก็เอา” ปรากฎว่าต่อมาภรรยาได้บุตรและคลอดออกมาเป็นบุตรพิการจริง ทั้งสองสามีภรรยาจึงมีความศรัทธาอย่างแรงกล้าได้มาขอขมาและทำบุญกับพระเจ้าใหญ่เป็นประจำ
5) ครั้งหนึ่งมีพระภิกษุรูปหนึ่งได้นำพระพุทธรูปซึ่งเป็นบริวารของพระเจ้าใหญ่ไป ต่อมาล้มป่วยลงไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ วันที่จะมรณภาพได้ปรากฎมีงูใหญ่จะมากัด ต้องทนทุกข์ทรมานอย่างมากก่อนจะมรณภาพในที่สุด
6) ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้ไปทำงานที่ภาคใต้ คืนหนึ่งขณะร่วมไปกับเรือออกไปจับปลากลางทะเล ได้เกิดพายุเกย์พัดกระหน่ำเรือแตก ลูกเรือจำนวนมากถูกพายุพัดกระจัดกระจายไม่รู้ชะตากรรม รุ่งเช้าหน่วยกู้ภัยไปพบชาวบ้านกลุ่มนี้ที่เกาะแห่งหนึ่งและปลอดภัยมีชีวิตรอดเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้น ในคอของคนกลุ่มนี้ห้อยพระเจ้าใหญ่ทุกคน จึงทำให้บารมีพระเจ้าใหญ่แผ่ไปไกลถึงมาเลเซีย และสิงคโปร์
7) ชายคนหนึ่งมาสาบานว่าจะเลิกดื่มเหล้า พอกลับไปถึงบ้านได้ผิดคำสาบานที่ให้ไว้ต่อหน้าพระเจ้าใหญ่ ได้ดื่มเหล้าอีก ต่อมาประมาณ 3 วัน ท้องของชายคนนั้นได้โตขึ้นเรื่อย ๆ และโตขึ้นจนไม่สามารถเดินได้ ญาติพี่น้องเห็นดังนั้น จึงพามาขอขมาองค์พระเจ้าใหญ่ เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งที่พอเดินทางกลับถึงบ้าน ท้องได้หายเป็นปรกติ ชายคนนั้นและญาติพี่น้องได้มาทำบุญที่วัดเป็นประจำ และเลิกดื่มเหล้าเด็ดขาดตั้งแต่บัดนั้น ชีวิตจึงพบแต่ความรุ่งเรืองผาสุกสืบมา
8) ครั้งหนึ่งทางคณะกรรมการวัดหงษ์ มีความคิดว่าจะปราบค้างคาวบนวิหารพระเจ้าใหญ่ ให้เด็ดขาด เพราะมีขี้ค้างคาวมากมาย ทำให้ส่งกลิ่นเหม็น แต่ก่อนเคยปราบมาหลายครั้งแล้วแต่ไม่หมดสักที เมื่อตกลงกันแล้วว่าพรุ่งนี้เช้าจะดำเนินการ พอถึงรุ่งเช้า ปรากฎว่าค้างคาวได้พากันหนีหายไปหมดไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง
9) ครั้งหนึ่งปลัดอำเภอของอำเภอหนึ่งได้ก่อเรื่องเผาอำเภอ มีพยานรู้เห็นว่าปลัดอำเภอท่านนี้เผา แต่ปลัดไม่ยอมรับ ทางอำเภอจึงนำมาสาบานต่อหน้าองค์พระเจ้าใหญ่ พอมาถึงต่อหน้าพระเจ้าใหญ่แล้วปลัดอำเภอท่านนี้ไม่ยอมสาบาน โดยให้เหตุผลว่า ถ้าสาบานแล้วตาย ถ้ารับสารภาพแค่ติดคุกไม่ตาย ปลัดอำเภอท่านนี้เลยรับสารภาพว่าตัวเองเผาอำเภอ นี่ก็เป็นอภินิหารของพระเจ้าใหญ่โดยแท้

6. เทวดารักษาองค์พระเจ้าใหญ่
1) ยักษ์ 2 ตน ยืนตระหง่านเคียงคู่กัน โดยปรกติ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก รักษาองค์พระเจ้าใหญ่อยู่ตลอดเวลาไม่มีหลับ มีเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง ผู้มีวิชาอาคมชาวเขมร ได้ลักลอบทำพิธีไสยศาสตร์ ใช้ด้ายสายสิญจน์ผูกมัดองค์พระเจ้าใหญ่ หวังที่จะเจาะหรือขุดหาสมบัติ ยักษ์ 2 ตน จึงใช้กระบองกระทุ้งกุฎิของหลวงพ่อสิงห์จนหลวงพ่อสะดุ้งตื่น เพราะแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พอตื่นขึ้นมาคว้าดาบศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่วัดมาตั้งแต่สมัยพบพระนอแรด มองออกไปพบยักษ์ 2 ตน เดินไปที่วิหารพระเจ้าใหญ่ จึงวิ่งตามไป เห็นกลุ่มคนกำลังขุดฐานพระเจ้าใหญ่ จึงใช้ดาบตัดด้ายสายสิญจน์ และแกว่งดาบเป็นประกายไฟวูบวาบ กลุ่มคนเขมรเห็นท่าไม่ดี วิ่งหนีไปคนละทิศละทาง ต่อมาทั้งหมดได้ตายไปอย่างน่าอเนจอนาถยิ่งนัก เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้องค์พระเจ้าใหญ่เอียงไปทางทิศใต้ และชาวบ้านได้ร่วมกันบูรณะจนองค์พระเจ้าใหญ่ตั้งตรงเหมือนเดิม (เป็นที่น่าเสียดายว่าดาบเล่มนี้ ได้หายไปจากวัดไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด)
2) พญานาคราชจะปรากฎกายเมื่อมีผู้ใจบาปกระทำตนมิบังควรต่อองค์พระเจ้าใหญ่ ไม่เกรงกลัวบารมีพระเจ้าใหญ่ ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ เช่น ลักขโมยสิ่งของ พูดจาหยาบคาย ลบหลู่องค์พระเจ้าใหญ่ เป็นต้น พญานาคราชจะปรากฎกายอันน่ากลัวให้เห็นและรัดร่างกายหรือเลื้อยไล่ให้ผวาจนไม่เป็นอันกินอันนอน ใครที่ถูกพญานาคราชลงโทษ เนื้อตัวจะพุพองน้ำหนองไหล เดินไปไหนไม่ได้ หรือเนื้อตัวเป็นแผลเหวอะหวะเน่าเปื่อย เป็นต้น
3) สมิงพระรามา ชายร่างสูงใหญ่นุ่งผ้าแดง ผ้าโพกหัวแดง ถือดาบสองมือเดินวนเวียนรอบวิหารพระเจ้าใหญ่ไม่มีวันหยุดนิ่ง คราใดที่มีมนุษย์ใจบาปหวังทำลายองค์พระเจ้าใหญ่หรือทำลายศาสนาพุทธ สมิงพระรามาจะควงดาบออกฟาดฟันผู้นั้นจนตายทุกครั้งไป
4) พระนางอุมาเทวีและเทวดาทั้งมวลเฝ้าอารักขาองค์พระเจ้าใหญ่ภายในวิหารอยู่ตลอดเวลาคอยดูสภาวะจิตของมนุษย์ทั้งหลายที่มากราบไหว้บูชาองค์พระเจ้าใหญ่ ผู้ใดมีความศรัทธาอย่างแรงกล้า ผู้นั้นจะพบแต่ความเจริญ รุ่งเรือง มั่งมีศรีสุข ผู้ใดมีจิตใจต่ำช้า ก็จะพบแต่ความทุกข์ทรมานตลอดไป

พระเจ้าใหญ่เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ พุทธลักษณะและศิลปะการสร้างพระพุทธรูป เป็นเอกลักษณ์องค์เดียวในประไทยที่ใช้ผงหรือว่านในการสร้าง เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นยุคโบราณ ที่มีการผสานผงให้มีความแข็งแกร่งทนทาน และเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์เดียวที่สามารถปิดทององค์จริงได้ ขอบุญบารมีอันศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ ปาฎิหาริย์ขององค์พระเจ้าใหญ่ จงบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธบริสุทธิ์ทั้งหลาย จงสำเร็จตามคำอธิษฐาน สมปรารถนาทุกประการเทอญ สาธุ

นายอัมพร กิ่งไธสง รวบรวม

 

 

บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้ อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆที่ทีมงานคิดว่ามีประโยชน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดความบันเทิง และให้ความรู้ โดยเราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ E-mail crm_buriramguideแอดhotmail.co.th ทีมงานจะนำบทความนั้นๆออกทันทีี

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอข้อมูลกับบุรีรัมย์ไกด์ดอทคอมและบุรีรัมย์ไทม์ด้วยวิธีง่ายๆ
เพียงส่งรูปภาพหรือข้อมูลข่าวสารกิจกรรมที่ท่านมีเกี่ยวกับบทความเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ มาให้เราที่ buriramguideแอดhotmail.co.th ทางทีมงานจะนำรูปภาพและบทความของท่านมาปรับปรุงข้อมูลและลงชื่อท่านเพื่อเป็นเกียรติค่ะ
เขียนเมื่อ : 20 พ.ย. 2554,08:39   เข้าชม : 268 ครั้ง

ห้างร้าน โรงแรม ท่องเที่ยว » โบราณสถานอื่นๆที่น่าสนใจ
ตำนานพระนอแรด
พระนอแรดเป็นพระพุทธรูปบูชาศิลปะลาว ปางนาคปรก (หัวเดียว) แกะสลักจากนอแรด พุทธลักษณะสวยงามมาก แสดงถึงฝีมือช่างชั้นเลิศ หน้าตัก 5 นิ้ว สูง 7 นิ้ว รอบฐาน 14 นิ้ว ฐานลึก 3.5 นิ้ว น้ำหนัก 400 กรัม ตามตำนานเล่าสืบกันมาว่า ท้าวศรีปาก (นา) และไพร่พลได้ตามแรดใหญ่ตั
ตำนานพระเจ้าใหญ่
พระเจ้าใหญ่ เป็นพระพุทธรูปโบราณปางมารวิชัยหน้าตักกว้าง 133 เซนติเมตร สูง 222 เซนติเมตร เนื้อผงหรือว่าน สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างเมื่อพุทธศตวรรตที่ 8 (พ.ศ. 700 -800)
สระน้ำศักดิ์สิทธิ์
สระน้ำโบราณวัดกลาง (สระสิงโต) ชาวบุรีรัมย์เลื่อมใสว่าศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนักและนำไปประกอบพิธีมงคลต่างๆ ในปี พ.ศ.๒๓๒๐ สมดเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้งทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก
หลักหินโบราณ
หลักหินโบราณ สันนิษฐานว่าเป็นหลักหินสมัยเดียวกันกับปราสาทหินเมืองต่ำและปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ที่สมัยหลวงปู่หลอด มูลปญฺโญ พร้อมญาติโยมค้นพบที่นาของ นายแน่น สุขประโคน
ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์เป็นทับหลังที่ปราสาทหินพนมรุ้ง
ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์เป็นทับหลังที่ปราสาทหินพนมรุ้ง นับเป็นโบราณวัตถุที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ที่ถูกโจรกรรมไป เมื่อราวปี พ.ศ. 2503 และถูกนำไปจัดแสดงอยู่ที่สถาบันศิลปะชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา
ประวัติอำเภอพุทไธสง
\" พุทไธสง \" เป็นเมืองเก่าแก่ตั้งแต่สมัยขอมเรืองอำนาจ ปกครองดินแดนแถบนี้ เมืองเก่าจะตั้งอยู่บริเวณ \" บ้านกู่สวนแตง \" (อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ จังหวัดบุรีรัมย์ ในปัจจุบัน)ในบริเวณนี้มี \" ปรางค์ \" เรียกว่า \" ปรางกู่สวนแตง \" เป็นโบราณสถาน
ปาฏิหาริย์กาคำ
กาคำเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ปรากฎแก่สายตาชาวบ้านศีรษะแรตมาหลายชั่วอายุคน มีลักษณะเป็นกาต้มน้ำทองคำขนาดประมาณกาต้มน้ำขนาดกลาง แหล่งที่กาคำสถิตอยู่แต่โบราณ คือ หนองอีเม้ง (อยู่ทางทิศตะวันออกของที่ว่าการอำเภอพุทไธสงหลังใหม่ ประมาณ 1.5 กิโล
แสดงความคิดเห็น เรื่อง : ตำนานพระเจ้าใหญ่
 

Satiti.com ฟรีสถิติ โค้ดสถิติ สถิติเว็บไซต์ ตัวอย่างสถิติ เว็บสถิติ จัดอันดับเว็บไซต์ ฟรีบริการเก็บสถิติเว็บไซต์
สำนักงานบุรีรัมย์ไกด์ 67 หมู่ที่ 9 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ 31000
Graphic designed By :: buriramguide © 2008 สงวนลิขสิทธิ์ | E-Mail crm_buriramguideแอดhotmail.co.th