ชาวอีสาน คุ้นเคยกับการเล่นว่าว มาแต่โบราณกาล เช่นเดียวกันกับประชาชนในภูมิภาคอื่นๆ โดยว่าวอีสาน ที่เล่นกันในแต่ละถิ่น จะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป แต่ลักษณะเด่นของว่าวอีสาน จะเป็นว่าวที่มีตัว เป็นสองห้อง จึงถูกเรียกว่า ว่าวสองห้อง หรือ ว่าวแม่ลูก เพราะ ตัวว่าวที่ห้องบนขนาด ใหญ่ จะเรียกว่า “ตัวแม่” ตัวว่าวที่อยู่ด้านล่างลงมา มีขนาดเล็กกว่าประมาณเท่าตัว เรียกว่า “ตัวลูก” หรือบ้างก็เรียกว่า “ว่าวแอก” เนื่องจากมี “แอก” ซึ่งทำจากไม้หวาย และใบหวาย ติดที่ส่วนหัวว่าว ที่ส่งเสียงในเวลาที่ว่าวลอยติดลมบน
นอกจากนี้ตัวแอกบางครั้งก็เรียก “ธนู” ดังนั้น จึงจะได้ยินชื่อเรียก “ว่าว” ของภาค อีสาน หลายชื่อ ไม่ว่า จะเป็นว่าวแอก ว่าวสองห้อง ว่าวธนู หรือว่าวแม่ลูก ซึ่งเป็นชื่อถิ่นของชาว บุรีรัมย์ที่เรียกกัน
สำหรับการเล่นว่าวทางภาคอีสานนั้น จะเป็นช่วงฤดูสั้นๆ ประมาณ 1 - 2 เดือน ในช่วงเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม เพราะมีลมมรสุมพัดผ่าน หรือที่ชาวบ้านเรียก ว่า “ลมบน” และต้องเล่นว่าวในยามค่ำคืน ในช่วงเวลา ตั้งแต่ 5 โมงเย็น เรื่อยไปจนถึงสว่างประมาณ ตี 5 หรือ 6 โมงเช้า ลมว่าวก็จะหมดลง ว่าวก็ตกลงมา
การเล่นว่าวของคนอีสาน มีความเชื่อมโยงกับความเชื่อ การ พยากรณ์ การเสี่ยงทายความอุดมสมบูรณ์ ของพืชพันธ์ธัญญาหาร โดยเชื่อว่า หากปีใดว่าวขึ้นสูง ติดลม บนได้ตลอดทั้งคืน จะพยากรณ์ว่าปีหน้า ฟ้าฝนจะดี ข้าว ปลา อาหาร จะบริบูรณ์ ส่วนชาวไทยเชื้อสายเขมร โดยเฉพาะจังหวัดบุรีรัมย์ เชื่อกันว่า การชักว่าวขึ้นให้ติดลม และเสียงของแอก ที่โหยหวน มีความหมาย ว่า เป็นการสร้างกรรม ดังนั้น เมื่อเลิกเล่น จึงนิยมตัดว่าวทิ้ง ถือว่า เป็นการตัดเวรตัดกรรมออกไป หรือ เป็นการสะเดาะเคราะห์ โดยมีการผูกข้าวปลาอาหาร ให้ล่องลอยไปกับตัวว่าว
นายนาค สมบูรณ์รัมย์ ชาวบ้านหมู่ 5 บ้านบุตาแพง ต.ห้วยราช อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ เล่าว่า การเล่นว่าวของชาวอีสานจะดูเป็นเอกลักษณ์ ที่แตกต่างไปจากการเล่นว่าวของที่อื่น ว่าว แอกอีสานตามแบบโบราณจะทำด้วยไม้ไผ่สีสุก ปิดด้วยกระดาษที่ทำขึ้นในท้องถิ่น ทำจากเปลือกไม้ข่อย หม่อน ต้นปอ โดยใช้ยางมะตูมเป็นตัวประสานกระดาษ สายป่าน ใช้ปอแก้วหรือ ปอกระเจา ส่วนตัวหางว่าว ทำด้วยใบตาล
“ว่าวแอกของภาคอีสาน จะมีปีก 2 ช่วง ปีกบนยาวและใหญ่กว่า เรียกว่า “แม่” ปีกล่างเล็กและสั้น เรียก ว่า “ลูก” ระหว่างปีกทั้งสอง เรียกว่า “เอว” ส่วนที่ต่อเชื่อมลงมาจากปีกล่าง มีลักษณะคล้ายกับหางนก เรียกว่า “หาง ” โดยจะใช้ใบตาล ทำเป็นหางว่าว เพื่อให้ว่าวทรงตัว และมีความสวยงามเมื่อยามเล่นลม ” นายนาค กล่าว
สำหรับจังหวัดบุรีรัมย์ ได้สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นถิ่นในการเล่นว่าว มาอย่างต่อ เนื่อง ตั้งแต่ปี 2529 โดยมีการจัดงานประเพณีมหกรรมว่าวอีสานบุรีรัมย์ จนถึงปัจจุบัน เข้าสู่ปีที่ 25 แล้ว
นายพินิจ บุญเลิศ รอง ผวจ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า เป็นการสืบสานประเพณีการละเล่น พื้นบ้าน โดยวัตถุประสงค์หลัก เพื่อเป็นการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของคนในท้องถิ่น อีสาน ให้คงอยู่สืบไป และยังเป็นการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัด สำหรับการจัดงานประเพณีมหกรรมว่าวอีสาน ปีนี้ จังหวัดบุรีรัมย์ ใช้ชื่อว่า “นอนดูดาวชมว่าวกลางคืน” กำหนดจัดงานในระหว่างวันที่ 17-18 ธันวาคม 2554 ที่ สนามกีฬากลางอำเภอห้วยราช ด้านข้างมหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ อยู่ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ เพียง 10 กิโลเมตรเศษเท่านั้น และเป็นลานกว้างสามารถวิ่งเล่นว่าวและแข่งขันว่าวแอก โดยไม่มีอุปสรรคหรือสิ่งกีดขวางใดๆ
“การเล่นว่าวขอชาวบุรีรัมย์มีความพิเศษจริงๆ เช่นการปล่อยให้ว่าวเล่นลมตลอดทั้ง คืนได้ไม่ตก เรียกได้ว่าเล่นว่าวกันโต้รุ่ง ซึ่งเรื่องนี้ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ร่วมสืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณีการเล่นว่าวแอกอีสานเอาไว้ ดังนั้น ในปีต่อๆ ไป จะประชาสัมพันธ์ให้คนในบุรีรัมย์ รวมทั้ง พี่น้องประชาชนในภาคอีสานเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมให้มากขึ้น โดยจะให้มีว่าว จากทุกอำเภอมาร่วมแข่งขัน รวมทั้งอาจพิจารณาเพิ่มเงินรางวัลว่าวแอกประเภทต่างๆ เพื่อจูงใจให้ผู้ที่ นิยมเล่นว่าว ได้จัดส่งว่าวมาเข้าร่วมประกวดและแข่งขันในงานมหกรรมว่าวอีสานบุรีรัมย์มากยิ่งขึ้น” รอง ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ กล่าว
สำหรับในงานประเพณี มหกรรมว่าวอีสานบุรีรัมย์ ปีนี้ มีการจัดกิจกรรมการแข่งขันว่าวแอกโบราณ ซึ่งเป็นว่าวที่ใช้วัสดุทำตัวโครงว่าวจากไม้ไผ่ ใช้กระดาษปิดเป็นตัวว่าว หางว่าวทำจากใบตาล หรือใบ ลาน เท่านั้น มีขนาดของตัวปีก ตั้งแต่ 2.50 - 3 เมตร ส่วนว่าวแอกพัฒนา มีขนาดเช่นเดียวกันว่าวแอกโบราณ เพียงแต่วัสดุที่นำมาใช้ทำตัวว่าว จะทำจากวัสดุใดก็ได้และการแข่งขันว่าวแอกยักษ์ จะมีความ ยาวของส่วนปีกไม่น้อยกว่า 5 เมตร จะใช้วัสดุอะไรในการสร้างว่าวก็ได้ แต่ต้องติดแอกในขณะแข่งขัน โดยว่าวที่แข่งขัน จะต้องปล่อยในช่วงเย็น และจะต้องลมติดลมตลอดทั้งคืน จึงจะผ่านเกณฑ์การแข่งขัน
และเพื่อเป็นการร่วมอนุรักษ์การเล่นว่าวในหมู่เยาวชนคนรุ่นหลัง ได้จัดให้มีการแข่งขันว่าวประดิษฐ์ เยาวชน ที่มีขนาดว่าวแอกไม่น้อยกว่า 1.20 เมตร และให้เวลาประดิษฐ์และจัดทำว่าวไม่เกิน 2 ชั่วโมง นอกจากนั้น มีการแข่งขันแกว่งแอก ซึ่งมีลีลาและเป็นความสามารถเฉพาะตัว ในการแกว่งแอกให้มี เสียงไพเราะ นอกจากนั้น มีการจัดแข่งขันว่าวแอกโบราณ ว่าวแอกพัฒนา ว่าวแอกยักษ์ การแข่งขันแกว่งแอกมาตรฐาน และแกว่งแอกทั่วไป พร้อมชมขบวนแห่ว่าว อันยิ่งใหญ่ตระการตา การประกวดธิดาว่าว สาวงามจากทุกอำเภอทั้ง 23 อำเภอ พิธีตัดกรรมเสริมดวงบารมี
ส่วนในภาคกลางคืนชมมหรสพสมโภชน์ รวมทั้งชมการแสดงดนตรี การละเล่น พื้นบ้าน พร้อมกับร่วมนอนดูดาว ปล่อยโคม ชมว่าวกลางคืน ฟังเสียงแอกเมื่อต้องลมยามค่ำคืน ที่มีการปล่อยว่าวให้ติดลมบนตลอดคืน ถือเป็นการอนุรักษ์ประเพณีที่ดีงามของชาวบุรีรัมย์และชาวอีสานไปพร้อมๆ กัน