หน้าหลัก | จังหวัดบุรีรัมย์ | ข่าวประชาสัมพันธ์ | แหล่งท่องเที่ยว | ประเพณีภูมิปัญญา | แนะนำภาพ | แนะนำร้านค้า | ลงนามถวายพระพร | ลงนามถวายพระพร | เว็บบอร์ด | ติดต่อโฆษณา
User :
Password :
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

เกาะติดประเด็นร้อน

ตำแหน่งโฆษณา
หมวด » เทศกาลประเพณี ภูมิปัญญา » เซียงเมี่ยง

 

ขอผู้สาว

 

ขอผู้สาว
หลังจากพระเมืองธานีย่านแพ้ แล้วกะเดินทางกลับไปแล้ว พระธนญชัย (หรือว่าเซียงเมี่ยง) กะอยู่เป็นพระต่อไป อีกจักหว่างจักคราว แล้วกะสึกออกมา เป็นทิดเมี่ยง เด้ บาดตาทีเนียะ

สึกออกมาแล้ว พระราชาเห็นความดีความชอบ กะพระราชทานรางวัล คนรับใช้ พร้อมเทิงเลื่อนยศขึ้น ให้เป็นขุน แล้วกะแต่งตั้งซื่อให้ใหม่ ที่เอิ้นว่าราชทินนาม นั่นหนา เอาตามชื่อตอนที่เป็นพระนั่นล่ะ เพิ่มคำว่า ศรี เข้าไป เป็นขุนศรีธนญชัย ตั้งแต่นั่นมา คนทั้งหลาย กะเอิ้นเซียงเมี่ยงหรือว่าทิดเมี่ยง ว่า ขุนศรีฯ หรือ ขุนศรีธนญชัย สะล่ะล่ะ....

เว้าพื้นขุนศรีธนญชัย น้อ บวชเณรกะบวชแล้ว บวชพระกะบวชแล้ว ... เหลือแต่บวดบักอึ บวดบักแตง นั่นล่ะ ที่ยังบ่ทันได้บวด ... บ่แมนแนวน้าน... เหลือแต่เรื่องลูกเรื่องเมียนั่นล่ะ ยังบ่ทันมีประสบการณ์... ซั่นดอก

ขุนศรีไท้ ใจวอยๆ อยากได้ซู้มาซ้อนบ่อน อยากสินอนฮ่วมข้าง พระนางน้องผู้คิงกลม คึดอยากห่มผ้าเนื้อ คิงอุ่นอ่อนนุ่มเนียนนวล คือสิอุ่นในใจ เหงาคลาย หายกลุ้ม แท้น้อ...

ขุนศรีฯ เลากะคึดอยากได้เมีย ว่าซั่นเถาะ กะเลยต้องหาผู้สาวผู้งามๆ มาเป็นเมียเด้ ขุนศรีฯ กะให้คนรับใช้ ออกไปเลาะหาตามบ้านต่างๆ คันเห็นผู้สาวผู้งามๆ กะให้มาบอก สิได้ไปเบิ่งแล้วกะเลือกเอา ว่าเด้

พวกคนใช้ของขุนศรีฯ กะเลาะเข้าบ้านนั่นออกบ้านนี่ เห็นผู้ได๋ทรงงามๆ กะมาบอกให้ขุนศรีฯ ไปจอบเบิ่งเอาเอง .... ขุนศรีฯ กะไปเบิ่งแล้วเบิ่งอีก กะบ่ถืกใจจักคน บ่ตรงสเป็กเลานั่นล่ะว๋า จนมาฮอดลูกสาวของเศรษฐีผู้โด่งดัง แล้วกะร่ำรวยผู้นึง ขุนศรีฯไปจอบเบิ่งแล้ว..... "โฮ้... งามอีหลี งามคักงามแน่... จั่งซี้แหน่แหม จั่งสิเหมาะสมกับกูขุนศรีฯ” พะนะ

ขุนศรีฯ เห็นปุ๊บ กะมักปั๊บ สะล่ะล่ะ

จากนั้น กะให้อำมาตย์ผู้ใหญ่ เป็นเถ้าแก่ไปสู่ขอ เศรษฐี เลากะฮู้ชื่อเสียงของขุนศรีฯ เป็นอย่างดี ว่าเป็นคนฉลาด หัวดี แล้วกะตั๋วเก่ง โกงเก่ง... เลาบ่มักขุนศรีฯ มาแต่ได๋แล้ว บ่อยากได้เป็นลูกเขยซั่มแหม... แต่ว่าคันสิปฏิเสธไปตรงๆ ว่าบ่ยกลูกสาวให้ กะเกรงใจอำมาตย์ ผู้ที่เป็นเถ้าแก่ นั่นหนา กะเลยหาทางออก ทางเลี่ยงอย่างอื่นเด้ เศรษฐีเลาคึดว่า ขุนศรีฯ บ่ได้เป็นเศรษฐี บ่มีทางมีเงินมีทอง หลายแท้ๆ ต้องเรียกค่าสินสอดแพงๆ กะเลยเว้าว่า

“ ลูกสาวของเฮาผู้นี้ เฮาฮักปานแตง แพงปานตา เลี้ยงได้ใหญ่มาจนงามปานนี้ ใช้เงินทองไปกะหลาย ดังนั้นขอคึดค่าสินสอด เป็น ทองพันชั่ง กับ เงินพันหาบ ถ้าขุนศรีฯ สามารถหาค่าสินสอดนี้ได้ เฮากะสิยกลูกสาวให้... ว่าจั่งได๋ล่ะ.. ตกลงบ่???”

ขุนศรีฯกะเลยว่า

“ ทองพันชั่ง กับเงินพันหาบ วะติ ”

“ เอ้อ ทองพันชั่ง กับ เงินพันหาบ เศรษฐีตอบช้าๆ ชัดๆ

“ คันจั่งซั่น กะตกลง ข้อยสิหามาให้ได้ตามนี้เลย... ขอให้ท่านอำมาตย์เป็นพยานเด้อ”

อำมาตย์ กะรับปากเป็นพยาน เทิงคึดว่า ค่าสินสอดแพงปานนี้ ขุนศรีฯ สิเอาเงินเอาทองมาแต่ไส ???

จากนั้น กะหามื้อหาเว็น หามื้อสีวันดัน มื้อสันวันดี ที่สิกินดอง เด้


พอฮอดมื้องานกินดอง ทางขุนศรีฯ กะจัดขบวนแห่ขันหมาก อย่างใหญ่โตมโหฬาร ขบวนแห่ยาวเหยียด แห่มาจนฮอดบ้านเศรษฐี... เศรษฐีได้ยินเสียงโห่ฮ้อง กะออกมาซอมเบิ่ง เทิงสงสัยว่า บักขุนศรีฯ มันสิเอาทองมาแต่ไส หรือว่า มันสิมาล่อตั๋วเอาลูกสาวไป... กะได้แต่เตรียมโต ต้อนรับขุนศรีฯ สะล่ะล่ะ

พอขุนศรีฯ มาฮอดเฮือน เศรษฐีกะถามว่า

“ ไสล่ะ สินสอดตามที่ตกลงกัน คันหามาบ่ได้ กะบ่ต้องขึ้นเฮือน ให้ยกขบวนกลับไปซะ”

ขุนศรีฯ กะหันหน้าไปทางขบวนแห่ แล้วกะว่า

“ สินสอดอย่างแรก... ทองพันชั่ง ...หมู่เจ้าเอาทองพันชั่ง มามอบให้เศรษฐี เดียวนี้”

คนของขุนศรีฯ สี่คนกะแบกลังไม้ มาวางไว้ต่อหน้าเศรษฐี... พอเปิดออก กะเป็น ต้นทองพันชั่ง ต้นนึง

“ ทองพันชั่ง กูหมายถึง ทองคำ หนักหนึ่งพันชั่ง บ่แมน ต้นทองพันชั่ง เด้เดียวหนิ ในเมื่อหามาบ่ได้ ผิดสัญญา งานแต่งกะเป็นอันยกเลิก”

“ เดี๋ยวก่อน ท่านเศรษฐี ในสัญญาบอกว่า สินสอด คือ ทองพันชั่ง บ่ได้เจาะจงว่า เป็นทองคำ หนักหนึ่งพันชั่ง ฉะนั้น ข้อยเอา ทองพันชั่ง ที่เป็นต้นไม้ มาเป็นสินสอด กะบ่ได้ผิดสัญญาเด้... แมนบ่ท่านอำมาตย์” ขุนศรีฯ หันไปถามอำมาตย์ ที่เป็นพยาน

อำมาตย์ กะว่า “ เว้าจั่งซี้กะถืก คือกัน ขุนศรีกะบ่ได้ผิดสัญญา”

เศรษฐี หาข้อโต้แย้งบ่ได้ เหลียวไปทางขบวนแห่ยาวเหยียด เห็นคนยืนหาบหาบอยู่ เป็นแถวยาวลาดฟาด คำนวณเบิ่ง บ่น่าสิต่ำกว่าพันหาบ กะคึดว่า “บ่ได้ทอง กะยังเหลือเงินอีกพันหาบ” กะเลยถามต่อว่า

“ แล้วเงินพันหาบล่ะ อยู่ไส ”

ขุนศรีฯ กะหันไปบอกคนของเจ้าของว่า

“ สินสอดอย่างที่สอง... เงินพันหาบ... หมู่เจ้าเอาเงินพันหาบ มามอบให้เศรษฐี เดียวนี้”

คนของขุนศรีฯ ที่หาบหาบอยู่ กะพากันหาบหาบ มาปลงไว้เดิ่นบ้านของเศรษฐี เศรษฐีกะยืนกอดเอิ่กซอมเบิ่ง จากนั้น กะย่างไปเปิดผ้าคลุมกะต่าออกเบิ่ง

มีแต่ ใบเงิน กะยังว้ากะยังว่า

“ เงินพันหาบ กูหมายถึง เงิน จำนวนหนึ่งพันหาบ”

“ นี่กะ เงิน จำนวนหนึ่งพันหาบแล้วเด้” ขุนศรีฯรับรอง

“ บ่แมน เงินที่เป็นใบไม้ ใบเงินเด้เดียวหนิ หมายถึง เงิน เงิน ที่เป็นโลหะเงิน นั่นหนา …. ในเมื่อ หามาบ่ ได้ ผิดสัญญา งานแต่งกะเป็นอันยกเลิก”

“ เดี๋ยวก่อน ท่านเศรษฐี ในสัญญาบอกว่า สินสอด คือ เงินพันหาบ บ่ได้เจาะจงว่า เป็นโลหะเงิน ฉะนั้น ข้อยเอา เงินที่เป็นใบไม้ มาเป็นสินสอด กะบ่ได้ผิดสัญญาเด้..... แมนบ่ท่านอำมาตย์” ขุนศรีฯ หันไปถาม อำมาตย์ที่เป็นพยาน

อำมาตย์ กะว่า “ เว้าจั่งซี้กะถืก คือกัน ขุนศรีกะบ่ได้ผิดสัญญา”

ในที่สุด เศรษฐีกะต้องยกลูกสาว ให้ขุนศรีฯ ทั้งๆ ที่บ่ อยากยกให้ สูนให้ขุนศรีฯ กะพองกัน

ขุนศรีฯ ได้ลูกสาวเศรษฐีมาเป็นเมีย ด้วยสินสอด คือ ต้นทองพันชั่ง หนึ่งต้น กับใบเงินพันหาบ ปานวะได้ฟรี กะยังว้ากะยังว่า

 

 

บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้ อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆที่ทีมงานคิดว่ามีประโยชน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดความบันเทิง และให้ความรู้ โดยเราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ E-mail crm_buriramguideแอดhotmail.co.th ทีมงานจะนำบทความนั้นๆออกทันทีี

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอข้อมูลกับบุรีรัมย์ไกด์ดอทคอมและบุรีรัมย์ไทม์ด้วยวิธีง่ายๆ
เพียงส่งรูปภาพหรือข้อมูลข่าวสารกิจกรรมที่ท่านมีเกี่ยวกับบทความเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ มาให้เราที่ buriramguideแอดhotmail.co.th ทางทีมงานจะนำรูปภาพและบทความของท่านมาปรับปรุงข้อมูลและลงชื่อท่านเพื่อเป็นเกียรติค่ะ
เขียนเมื่อ : 30 ม.ค. 2555,15:11   เข้าชม : 207 ครั้ง

เทศกาลประเพณี ภูมิปัญญา » เซียงเมี่ยงอื่นๆที่น่าสนใจ
หลวงพ่อแยคันทัน
เฒ่าพ่อใหญ่นั่น กะเลยอดทนคองคอยท่าจนฮอดยามเทาเกิด เลากะไปหาทาวเทา ได้เทาอ่อนอั่วลั่วดี้ดี เลากะเอามาลาบใส่ป่นปลาค่อ ทุบหมากเขือขื่นใส่พร้อม ปรุงอย่างแซบนัว กะเอาไปถวายเณรเมี่ยง กับหลวงพ่อ
เซียงเมี่ยงติดคุกมด
นางสนมกำนัลทั้งหลาย พากันกุมปากกุมแก้ม ไปเข้าเฝ้าพระราชา ฟ้องพระราชาว่า ถืกเซียงเมี่ยงตั๋ว ให้กินโตปัญญา จนเผิ้งตอดปาก ตอดสีสบ ตอดหน้า ตอดแก้ม โปล่กป่ก ไค่อึ่งลึ่ง เจ็บปวด เหมิดเอาโลด ให้พระราชา ลงโทษเซียงเมี่ยง ให้แหน่ ว่าซั่น
นิทานเซียงเมี่ยง ตอนยากินข้าวแซบ โดยสีคันโซ่
นิทานเซียงเมี่ยง ตอนยากินข้าวแซบ โดยสีคันโซ่
แข่งควายชนกัน
ช่วงนึงเนาะ..... เมืองธานี ขาเจ้ามีควายโตด โตนึงชนเก่งคัก เหมิดเมืองธานี บ่มีควายโตได๋ สิชนสู้ควายโตดโตนี้ได้ เป็นควายชนะเลิศในเมืองธานี ว่านเถาะไป๋
นางสนมขี้ใส่เฮือนทอง
หลังจากเซียงเมี่ยง มีที่ดิน มีเงินทองหลายเติบแล้ว เลากะสร้างเฮือนนั่นตั้วบาดเนียะ ช่วงนั้น เลาผัดยุ่งอยู่กับการจัดตกแต่งเฮือนเนาะ เลยลืมเข้าเฝ้าพระราชา
หลวงพ่อแบกกะทอเกลือ
ช่วงออกพรรษาเนาะ ช่วงนั้นกะมีงานเทศน์ออกพรรษา กะคือ พระแต่ละวัด กะสิเวียนไปเทศน์ อยู่วัดบ้านอื่นนำนั่นหนา หลวงพ่อกะรับนิมนต์ ไปเทศน์บ้านอื่น วัดอื่น คือกัน
นักมวยปล้ำ
อยู่เมืองธานี มีท้าวอั่นนึง โตใหญ่ แฮงหลาย (เอิ้นเลาว่า ท้าวพาโล ซะเนาะ) ท้าวพาโลขึ้นเวที แข่งมวยปล้ำ กับผู้นั้นผู้นี้ ในเมืองธานีมาเหมิดแล้ว จนเลาได้ตำแหน่งชนะเลิศนักมวยปล้ำ ผู้ที่มีแฮง หลายที่สุด ในเมืองธานี แฮงของท้าวพาโลนั้น ต้องใช้คนธรรมดา สิบคน จั่ง
เซียงเมี่ยง..บั้นต้น
เรื่องราวของ เซียงเมี่ยง หรือมักสิเอิ่นกันว่า บักเซียงเมี่ยง เป็นเรื่องราวที่มักนำมาเว้าต่อ ๆ กันมา ปากต่อปากแบบนิทานพื้นบ้าน เพื่อให้เกิดความบันเทิงใจ นั่นล่ะ กะมีผู้บันทึกรวบรวมไว้เป็นลายลักษณ์อักษร อยู่ดอกหว๋า
ดินปิ้น
เซียงเมี่ยง แต่ผัดถืกปลดออกจากราชการ ชีวิตกะลำบาก เทิงบ่มีเกียรติ บ่มีศักดิ์ศรี เทิงอยากอายคน นำล่ะหวา คึดหวังไว้ว่า จักมื้อนึง สิเข้ารับราชการอีกให้ได้
หลวงพ่อเคียดให้ปลา
หลวงพ่อฮู้โตว่า เสียฮู้เณรเมี่ยง เลากะสิสูนเติบอยู่ล่ะว๋า คึดในใจว่า เดี๋ยวกลับไปฮอดวัดก่อน จั่งค่อยจัดการลงโทษเณรเมี่ยง พอแบกย่างไป ได้อีกจักหน่อย ฮู้ว่าแบกกลับไป บ่ฮอดวัดคัก ๆ กะเลยคึดสิเอาเซี่ยงไว้แถวๆ นั่นก่อน จั่งค่อยพาเณรเมี่ยง กลับมาเอาทีหลัง ว่าซั
ติเฮือนพระราชา
ช่วงนึง พระราชาเพิ่นสร้างเฮือนหลังใหม่ ช่างกะออกแบบ แล้วกะสร้างได้งามอย่างคัก งามปานเฮือนเทวดาเอาโลด (บ่แมนเฮือนเทวดาเสาเดียวเด้ล่ะ)
กำเนิดบักเมี่ยง
ยังมีเมืองใหญ่กว้าง เฮียกซื่อ “ ทวาลี ” มีพญาทวาละ นั่งเมืองเป็นเจ้า มีมเหสีบ่ทันเฒ่า นามว่า สุวรรณบุปผา เพิ่นปกครองเมืองมา จนอยู่เย็นทั้งภายพื้น ซื่นซื่นพร้อม ชาวประชา หัวม่วน มวลชนสุขลื่นล้น ย่อนบุญเจ้าหน่อพญา ซั่นแหลว
เอาปัญญาไว้ไส
พระราชา ได้ฟังคำอธิบาย ของเซียงเมี่ยงแล้ว กะต้องยอมจำนน ต่อเหตุผลของเซียงเมี่ยง แล้วกะชมเชย ในปัญญาของเซี่ยงเมี่ยง
ยาวิเศษกินข้าวแซบ
ขุนงาย แต่ผัดได้เซียงเมี่ยง มาอยู่นำ กะต้องปวดหัว อยู่เกือบซุมื้อ ซุเว็นเอาโลด ในที่สุด กะทนบ่ไหว ขี้คร้านเว้า ขี้คร้านเถียง ขี้คร้านเล่นสำนวนกับมัน คันสิไล่หนีไปซือ ๆ กะเกรงใจหลวงพ่อที่พามาฝาก คันสิเอาไปฝากไว้กับขุนนาง เสนาอำมาตย์ผู้อื่น กะย่านมันไปก่อเร
ให้หาช้างเผือกงาดำ
พระราชา ถืกเซียงเมียงติซ้างเผือกงาม ว่าตาน้อยบ่สมโต ในใจกะบ่พอใจเซียงเมี่ยง กะเลยสิหาทางเล่นงานเซียงเมี่ยงเด้ พระราชากะสั่งเซียงเมี่ยงว่า
แข่งวาดรูปสัตว์
ยังมีเมืองใหญ่กว้างเมืองนึง ชื่อว่าเมือง พารา อยู่เมืองนี้ ข้าวน้ำซ่ามปลา กะอุดมสมบูรณ์ดี ชาวเมืองกะพากันอยู่เย็นเป็นสุข ความฮู้ การเรียน การศึกษาศิลปวิชา กะรุ่งเรื่องดี นักปราชญ์กะหลาย เด้
พระราชาดมกลิ่นทิพย์
ช่วงงานเทศกาลน้อ พวกขุนนาง เสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ต่างกะพากันเอาของ มาถวายพระราชา ผู้นั้นเอาอันนั้นมาถวาย ผู้นี้เอาอันนี้มาถวาย เหลือแต่เซียงเมี่ยงผู้เดียว กะยังว้า กะยังว่า ที่บ่ได้เอาอีหยัง มาถวายพระราชาเลย ขนาดเป็นคนสนิทเด้หนิ
หลวงพ่อย้านผี นิทานก้อม ชุดที่8 ของ สี คันโซ่
หลวงพ่อย้านผี นิทานก้อม ชุดที่8 ของ สี คันโซ่
พ่อเฒ่าเขี่ยลูกเขยบาย
พ่อเฒ่าเขี่ยลูกเขยบาย
กินยาถ่าย
หลวงพ่อ ถืกเซียงเมี่ยง เอาขี้หมินหม้อทาดาก พ่องถืกถีบดาก จนเซซวนล้ม กะสูนอย่างคัก ลุกขึ้นได้ เหลียวแนมหา เห็นแต่ก้นเซียงเมี่ยงอยู่ไกลๆ กะได้แต่ฮ้องป้อยด่านำก้น
แสดงความคิดเห็น เรื่อง : ขอผู้สาว
 

Satiti.com ฟรีสถิติ โค้ดสถิติ สถิติเว็บไซต์ ตัวอย่างสถิติ เว็บสถิติ จัดอันดับเว็บไซต์ ฟรีบริการเก็บสถิติเว็บไซต์
สำนักงานบุรีรัมย์ไกด์ 67 หมู่ที่ 9 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ 31000
Graphic designed By :: buriramguide © 2008 สงวนลิขสิทธิ์ | E-Mail crm_buriramguideแอดhotmail.co.th