หน้าหลัก | จังหวัดบุรีรัมย์ | ข่าวประชาสัมพันธ์ | แหล่งท่องเที่ยว | ประเพณีภูมิปัญญา | แนะนำภาพ | แนะนำร้านค้า | ลงนามถวายพระพร | ลงนามถวายพระพร | เว็บบอร์ด | ติดต่อโฆษณา
User :
Password :
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

เกาะติดประเด็นร้อน

ตำแหน่งโฆษณา
หมวด » เทศกาลประเพณี ภูมิปัญญา » วิถีชีวิตเรื่องเล่าต่างๆ

 

ประวัตินางรอง

 

ประวัตินางรอง
สมัยขอมเรืองอำนาจ เมืองนางรองหรือแคว้นพนมโรง เป็นที่อยู่ของชนชาติขอม ขอมได้ปกครองดินแดนส่วนนี้เป็นเวลานาน ได้พบซากเมืองโบราณที่แสดงว่าขอมมีอำนาจแถบนี้เป็นระยะๆ จากปราสาทหินพิมาย และพนมรุ้งโบราณวัตถุที่ค้นพบที่เก่าแก่ที่สุด คือ เทวรูปต่างๆ และหม้อน้ำดินเผาโบราณแบบขอม เมื่อขอมเสื่อมอำนาจแล้ว มอญก็เข้ามามีอำนาจในดินแดนแถบนี้ ทำให้เกิดชนชาติใหม่ขึ้น คือ ขอม มอญ เป็น เข-มอญ หรือ เขมร ซึ่งก็คือขอมนั่นเอง แต่มีเชื้อผสมระหว่างมอญกับขอม ต่อมาเมื่อมอญเสื่อมอำนาจลง ไทยจึงได้แผ่อาณาเขตเข้าครอบครองดินแดงแถบนี้ต่อไป การแผ่อาณาเขตของไทยในดินแดนแถบนี้จะเห็นได้ว่ามาจาก 2 ทางคือ ทางนครราชสีมา และทางหลวงพระบาง แต่ไม่มีหลักฐานว่ามาครั้งใด สันนิษฐานว่า ไทยคงจะเข้าครอบครองดินแดนแถบนี้ในสมัยกรุงสุโขทัย หรือกรุงศรีอยุธยาตอนต้น หลักฐานพอจะอ้างอิงได้ ไทยคงจะเข้าครอบครองดินแดนส่วนนี้ จึงตั้งศูนย์กลางปกครองที่เมืองนางรอง มีเจ้าเมืองปกครองติดต่อกันมาโดยตลอดสมัยกรุงศรีอยุธยา ดินแดนแถบเมืองบุรีรัมย์ เมืองนางรอง เมืองตลุง (อำเภอประโคนชัย) เมืองพุทไธสง ต่างก็มาขึ้นกับกรุงศรีอยุธยาโดยขึ้นกับข้าหลวงใหญ่ที่นครราชสีมา ซึ่งเป็นข้าหลวงต่างพระองค์ โดยเมืองตลุงเป็นหัวเมืองชั้นจัตวา เมืองนางรองเป็นหัวเมืองชั้นนอกหลังกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 แล้ว คนไทยผู้มีอำนาจต่างก็ตั้งตนเป็นก๊กเป็นเหล่า ปกครองตนเอง เพื่อจะกอบxxx้เอกราช ครั้งแรกเจ้าเมืองนางรองได้เข้าร่วมกับก๊กกรมหมื่นเทพพิพิธ เจ้าเมืองพิมาย ต่อมาพระเจ้าตากสิน ได้รวบรวมกำลังทำการปราบก๊กต่างๆจนสำเร็จ และได้ยกกองทัพมาปราบก๊ก

เจ้าพิมายจนได้รับชัยชนะ เจ้าเมืองนางรองเห็นว่าก๊กเจ้าพิมายพ่ายแพ้แล้ว จึงได้แยกตัวออกไปร่วมกับเจ้าเมืองจำปาศักดิ์ หลักจากพระเจ้าตากสินได้ปราบปรามหัวเมืองต่างๆ จนราบคาบแล้ว จึงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ และตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานีต่อมาในปี พ.ศ.2321 เจ้าเมืองนางรองได้คบคิดกับเจ้าโอเจ้าอิน เจ้าเมืองจำปาศักดิ์แข็งเมืองไม่ขึ้นต่อกรุงธนบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นพระยาจักรีมาปราบ พระยานางรองถูกเจ้าเมืองนครราชสีมาจับตัวได้ และถูกประหารชีวิตที่ต้นโพธิ์หน้าสนามโรงเรียนนางรอง (สังข์กฤษณ์อนุสรณ์) ปัจจุบัน และเมืองนางรองได้ขึ้นต่อเมืองนครราชสีมา เมื่อพระยานางรองถูกประหารชีวิตแล้ว ทางเมืองหลวงได้ตั้งนายปิ่นและนายมา บุตรพระยานางรองเป็นเจ้าเมืองนางรองปกครองต่อมา จึงถึงพระยาวิเศษสงคราม (กฤษณ์ บุญญกฤษณ์) ลูกหลานของนายปิ่นได้เป็นเจ้าเมืองปกครอง เมื่อพระวิเศษสงครามสิ้นอายุแล้ว พระนางรองภักดี (สุดใจ บุญญกฤษณ์) บุตร ได้เป็น

เจ้าเมืองแทน ต่อมาพระนางรองภักดีถูกจับในข้อหาฆ่าพ่อตา (หลวงอุดมฯ) ต้นตระxxxลอุดมพงษ์ ทางเมืองนครราชสีมา จึงได้แต่งตั้งหลวงยกบัตร (ต้นตระxxxลสุรัสวดี) มาเป็นผู้รั้งเมืองแทน ท่านผู้นี้ได้สร้างที่ทำการและที่พักขึ้น ณ ท้องที่สนามชุมพล บริเวณโรงเรียนบ้านนางรอง (ยุทธกาจราษฎร์วิทยาคาร) ปัจจุบันเป็นอันว่าเมืองนางรองสมัยมีเจ้าปกครองก็สิ้นสุดลงเพียงนี้

ในปี พ.ศ.2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ จัดระบบการปกครองใหม่เป็น กระทรวง มณฑล ได้รวมเมืองนางรอง บุรีรัมย์ ตลุง (อำเภอประโคนชัยในปัจจุบัน) รัตนบุรี พิมาย พุทไธสง เข้าเป็นเมืองเดียวกัน เรียกว่า “บริเวณนางรอง” มีพระนครภักดี (ทองดี) รักษาการแทนเจ้าเมืองนางรอง ต่อมาอาณาเขตของเมืองนางรองเปลี่ยนแปลงไปคือเมืองรัตนบุรีไปขึ้นกับสุรินทร์ เมืองพิมายไปขึ้นกับนครราชสีมา จึงตั้งเมืองแป๊ะขึ้นเป็นจังหวัด เรียกว่า “จังหวัดบุรีรัมย์ “ เมืองนางรองจึงเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์

การสร้างที่ว่าการอำเภอนางรองหลังแรกสร้างในสมัยพระเลิศแหล่งตลุง (คต ศรีเพ็ญ) เป็นนายอำเภอนางรอง เมื่อปี พ.ศ.2444 ตัวอาคารสร้างด้วยไม้ หลังคามุงหญ้าแฝกและสร้างที่สนามชุมพลบริเวณโรงเรียนบ้านนางรอง (ยุทธกาจราษฎร์วิทยาคาร) ปัจจุบัน ต่อมาในสมัยหลวงขจรจตุกรรณ เป็นนายอำเภอเมื่อปี พ.ศ.2450 ที่ว่าการอำเภอได้ถูกคนร้ายลอบวางเพลิง จับตัวคนร้ายไม่ได้ และได้จัดหาไม้ ขนมากองไว้บริเวณทิศเหนือศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เพื่อสร้างคุกแต่ถูกยกเลิกไป ในขณะนั้นบริเวณที่ว่าการอำเภอมาถึงหลักเมืองนางรอง ตรงไปด้านหลังห้องแถวหน้าโรงเรียนบ้านนางรอง (ยุทธกาจราษฎร์วิทยาคาร) ไปถึงเขตวัดกลางยังไม่ได้ตัดถนน พื้นที่จึงเป็นแปลงเดียวกันตลอดเมื่อที่ว่าการอำเภอหลังแรกถูกไฟเผาแล้ว ได้ทำการก่อสร้างที่ว่าการอำเภอหลังที่สองขึ้นในสมัยรองอำมาตย์เอกหลวงณรงค์รักษาเขตเป็นนายอำเภอ เมื่อปี พ.ศ.2454 โดยย้ายมาสร้างบริเวณตรงกันข้ามบ้านพักนายอำเภอหลังปัจจุบัน เป็นอาคารไม้พื้นสูงฝาไม้ หลังคามุม.ล.ประทีป จรูญโรจน์ เป็นนายอำเภอได้จัดตั้งห้องส่วนราชการใหม่ จัดการทาสีฝาที่ว่าการอำเภอ จัดทำที่รับรองประชาชนที่มาติดต่อราชการให้สะอาดสวยงาม จัดทำเสาธงชาติใหม่ ทำสระน้ำพุ ทำรั้ว บริเวณที่ว่าการอำเภอและทำถนนราดยางหน้าที่ว่าการอำเภอ จัดการพรวนดิน บริเวณที่ว่าการอำเภอให้เสมอ จัดปลูกต้นไม้ให้ดูสะอาดงามตาการสร้างที่ว่าการอำเภอหลังปัจจุบัน สร้างในสมัยนายชยานนท์ ศิลปอนันต์ เป็นนายอำเภอ เมื่อปี พ.ศ.2540-2541 เนื่องจากเกิดกรณีพิพาทกับราษฎรที่เข้ายึกครองที่ดินบริเวณทุ่งตอนแต้ว ซึ่งทางราชการมีแผนที่จะสร้างเป็นศูนย์ราชการของอำเภอนางรอง จึงได้มาสร้างที่บริเวณด้านหลังของที่ว่าการอำเภอหลังเก่าการตั้งโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ในครั้งแรกตั้งเป็นโรงเรียนราษฎร์จัดสอนตั้งแต่ ม.1 – ม.3 ในสมัยหลวงยุทธกาจ กำจร เป็นนายอำเภอ นายสุรพล กาชัย (ต่อมาเปลี่ยนเป็นนายสุภณ กมลชัย) เป็นครูใหญ่คนแรก อาศัยศาลาการเปรียญวัดกลาง เป็นสถานที่เล่าเรียน เรียกว่าโรงเรียนอำนวยวิทย์ประชากร ได้ผลิตนักเรียนจนจบ ม.3 แล้วไปศึกษาต่อสำเร็จการศึกษาจนได้รับราชการเป็นจำนวนมากการตั้งโรงเรียนระดับมัธยมศึกาาสังกัดกรมวิสามัญศึกษา (การจัดระบบการศึกษาขณะนั้นได้จัดตั้งเป็นโรงเรียนขึ้นเมื่อ พ.ศ.2492 คือ โรงเรียนนางรองโดยเปิดการสอนตั้งแต่ ม.1-ม.3 และแต่งตั้งนายสเริง วัฒนธรรม เป็นครูใหญ่คนแรก
พ.ศ.2504 ทางราชการได้แยกตำบลละหานทราย ตำบลปะคำ และบางส่วนของตำบลตาเป๊ก ตั้งเป็นกิ่งอำเภอละหานทรายปัจจุบัน ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2506 ปี พ.ศ.2513 แยกหมู่บ้านหนองกี่จากตำบลเย้ยปราสาท และบางส่วนจากตำบลชุมแสง เป็นตำบลหนองกี่ พ.ศ.2515 แยกหมู่บ้านหนองกง จากตำบลหนองปล่องเป็นตำบลหนองกง พ.ศ.2517 ได้ประกาศตั้งตำบลหนองกี่ ตำบลเย้ยปราสาท ตำบลเมืองไผ่ เป็นกิ่งอำเภอหนองกี่ และได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอ เมื่อ พ.ศ.2520

เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2534 ได้ประกาศตั้งตำบลโนนสุวรรณ ตำบลโกรกแก้ว ตำบลดงอีจาน และตำบลทุ่งจังหันเป็นกิ่งอำเภอโนนสุวรรณ และในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ.2534 ประกาศตั้งตำบลทุ่งแสงทอง ซึ่งแยกมาจากตำบลชุมแสง เป็นตำบลที่ 22 ของอำเภอนางรอง

ในปี พ.ศ.2535 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศจัดตั้ง “ กิ่งอำเภอชำนิ “ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2535 ประกอบด้วย ตำบลชำนิ ตำบลหนองปล่อง และตำบลเมืองยาง ของอำเภอนางรอง

ในปี พ.ศ.2539 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศจัดตั้ง “อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์” มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2539 ประกอบด้วย ตำบลอีสานเขต ตำบลเจริญสุข ตำบลตาเป๊ก ของอำเภอนางรอง และตำบลถาวร ตำบลยายแย้มพัฒนา ของอำเภอละหานทราย จึงทำให้อำเภอนางรอง มีอาณาเขตดับเช่นในปัจจุบัน
ประวัติความเป็นมาของอุทยานการศึกษาวัดโพธิ์ย้อย
อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์
ปะคำ คือชุมชนบ้านป่าในอดีตมีตำนานเล่าสืบทอดกันมาว่า..... ชาวไทยตระxxxลหนึ่งซึ่งมีถิ่นฐานเดิมอยู่ในจังหวัดนครราชศรีมา มีอาชีพจับช้างป่า ได้อพยพมาตั้งรกราก ณ บริเวณนี้ เพราะแหล่งที่มีช้างป่าชุกชุมประกอบกับบริเวณนี้มีความอุดมสมบรูณ์ ทั้งยังอยู่ใกล้แหล่งน้ำซึ้งเอื้ออำนวยต่อการทำมาหากิน ผู้นำของตระxxxลนี้ คือ หลวงอุดมพนาเวช (ต้นตระxxxลอุดมพงษ์) และได้ตั้งบ้านเมืองไล่เลี่ยกับเจ้าเมืองนางรอง เมื่อชุมชนมีผู้คนมากขึ้น จึงได้ตั้งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ขึ้นมา ณ บริเวณฝั่งขวาของลำมาศ
ต่อมาชาวบ้านได้พบอุโบสถเก่า ซึ่งมีพระพุทธรูป 2 องค์ ประดิษฐานอยู่ องค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปทำด้วยหินเนื้อละเอียดงดงามมาก อีกองค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปทองคำ มีหน้าตักกว้าง 1 ศอก 1 คืบ ด้วยความศัทธาของชาวบ้านที่มีต่อพระพุทธศาสนาจึงได้ร่วมกันบรูณปฏิสังขรณ์อุโบสกครอบพระพุทธรูปทั้ง 2 องค์ไว้ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2420 ก็ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา และพากันเรียกว่า วัดปะพระทองคำ และจากคำว่า ปะพระทองคำนี้เอง จึงได้มีชื่อหมู่บ้านไปด้วยในการต่อมาว่า ปะคำ
มีเรื่องเล่าว่าพระพุทธรูปทองคำที่พบนี้เป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์ และมีอภินิหารให้เห็นอยู่บ่อยๆ เช่น ในคืนเดือนเพ็ญจะเปล่งรัศมีสว่างไสวมาก หรือแม้แต่นกในสกุลต่ำๆอย่างอีกาเพียงแต่บินข้ามอุโบสถเท่านั้นก็ตกลงมาตายทันที
ต่อมาทางเมืองหลวงทราบข่าวการพบพระพุทธรูปทองคำ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงมีพระกระแสรับสั่งให้เจ้าฟ้ากรมพระยานครสวรรค์ เสด็จลงมาอัญเชิญพระพุทธรูปทองคำองค์นี้ ไปประดิษฐานไว้ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อเจ้าฟ้ากรมพระยานครสวรรค์เสด็จผ่านมา และได้ประทับแรมบริเวณท่าน้ำฝั่งลำมาศ (ที่ตั้งสำนักงานสาธารณสุขอำเภอปะคำในปัจจุบันนี้) หลังจากเสด็จไปทอดพระเนตรพระพุทธรูปทองคำจึงได้โปรดให้มีการบรรเลงปี่พาทย์ขึ้นด้วย เพราะพระองค์โปรดปรานมาก ประกอบกับการที่บ้านปะพระทองคำมีวงปี่พาทย์อยู่หลายวง (ทุกวันนี้ยังมีอยู่) และการบรรเลงในครั้งนั้น พระองค์ร่วมบรรเลงกับวงปี่พาทย์โดยการนำวงของ หมื่นหารอาสา (ถัดอุดมพงษ์) โดยพระองค์นั้นทรงระนาดเอกร่วมบรรเลง ณ บริเวณท่าน้ำที่ประทับแรม
เมื่อเจ้าฟ้ากรมนครสวรรค์เสด็จกลับจึงได้โปรดให้ ขุนเกื้อเจ้าเมืองนางรองพร้อมด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ลงมาอัญเชิญพระพุทธรูปทองคำนี้ เมื่อเสร็จพิธีอัญเชิญจึงได้นำบรรทุกเกวียนไปตามทาง (สายปะคำนางรองในปัจจุบัน) ซึ่งตลอดระยะทางนี้พระพุทธรูปทรงได้แสดงอภินิหารให้ปรากฏ คือ มีฝนตกตลอดทางวัวที่เทียมเกวียนไม่ยอมเดินและที่อัศจรรย์คือ เกวียนที่บรรทุกหักไปหลายเล่ม โดยไม่ทราบสาเหตุ จนต้องทำพิธีอาราธนา จึงสามารถอัญเชิญไปได้ในปี พ.ศ. 2444
เมื่อผู้คนในบ้านปะพระทองคำมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นหมูบ้านที่มีขนาดใหญ่ คำว่า บ้านปะพระทองคำ จึงได้กลายมาเป็นคำว่า ปะคำ (สาเหตุเนื่องเพราะว่าคนไทยชอบพูดสั้นๆ กะทัดรัดจึงเหลือเป็น ปะคำ ตราบเท่าทุกวันนี้)
และจากการที่มีต้นโพธิ์ย้อยในวัดปะพระทองคำถึง 3 ต้น ประกอบกับต้นโพธิ์เป็นต้นไม้มงคลที่มีความเป็นมาคู่กับพระพุทธศาสนาในอดีตกาลในชมพูทวีป และต้นโพธิ์ย้อยดังกล่าวเปรียบได้กับ ไตรสรณคม ในพระพุทธศาสนา คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชื่อของวักจึงถูกเรียกเป็น วัดโพธิ์ย้อย สืบต่อมาจนปัจจุบันนี้
อนึ่ง วัดโพธิ์ย้อย เป็นวัดที่เก่าแก่ก่อสร้างมานานเป็นร้อยปีเศษ มีเจ้าอาวาสต่อเนื่องกันมาหลายองค์มี พระอธิการผึ่ง พระอธิการโหมก พระอธิการใหญ่ พระธิการดา พระอธิการล่อน พระอธิการเหม่ ในช่วงนี้ทางวัดได้เปิดโรงเรียนในวัด โดยตั้งชื่อว่า โรงเรียนประชาบาล ตำบลปะคำ 1 วัดโพธิ์ย้อย ได้เปิดการสอนตั้งแต่ชั้นประถม 1-4 โดยมีพระปรึก พระปาน และนายเทียบ พรหมิทธิกุล นายบุญ สุขเกษม นายบุญ บุญแพง เป็นครูผู้สอน ต่อมาในปี พ.ศ. 2474 มีพระอธิการตีบ ยงอาหาร พระอธิการถนอม พระอธิการเสงี่ยม แจ่มศรี พระอธิการ สายันต์ พระอธิการสมบูรณ์ พระอธิการสุทัศน์ พระอธิการพันธ์ และพระครูสุกิจโกศก พ. ศ. 2511 มาจนถึงปัจจุบันนี้

 

 

บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้ อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆที่ทีมงานคิดว่ามีประโยชน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดความบันเทิง และให้ความรู้ โดยเราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ E-mail crm_buriramguideแอดhotmail.co.th ทีมงานจะนำบทความนั้นๆออกทันทีี

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอข้อมูลกับบุรีรัมย์ไกด์ดอทคอมและบุรีรัมย์ไทม์ด้วยวิธีง่ายๆ
เพียงส่งรูปภาพหรือข้อมูลข่าวสารกิจกรรมที่ท่านมีเกี่ยวกับบทความเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ มาให้เราที่ buriramguideแอดhotmail.co.th ทางทีมงานจะนำรูปภาพและบทความของท่านมาปรับปรุงข้อมูลและลงชื่อท่านเพื่อเป็นเกียรติค่ะ
เขียนเมื่อ : 09 เม.ย. 2553,19:32   เข้าชม : 5264 ครั้ง

เทศกาลประเพณี ภูมิปัญญา » วิถีชีวิตเรื่องเล่าต่างๆอื่นๆที่น่าสนใจ
อากันจิลแพ็ฮ์
จำเนียรกาลผ่านมาแต่นานเนิ่น ณ หมู่บ้านชายป่าอันไกลโพ้น ยังคงมียายกับหลานชายตัวน้อย ทั้งสองอาศัยอยู่ในกระต๊อบไม้ไผ่เล็ก ๆ อันโกโรโกโสหลังหนึ่ง
ข้าวตอกปริศนาในงานศพชาวบ้านเขมร
ตามธรรมเนียมความเชื่อ ในงานศพของชาวบ้านเขมร ครั้นพอถึงเวลาแห่ศพไปเผา ในขบวนแห่ จะมีการโปรยข้าวตอก โรยรายเรื่อยไปตั้งแต่บ้านผู้ตายจนกระทั่งถึงเมรุ – เชิงตะกอน
ตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านที่แห้งแล้งกันดารแถบอีสาน ซึ่งอยู่ที่อำเภอแห่งหนึ่งของจังหวัดยโสธร มีสองแม่ลูกอาชีพรับจ้างทำนาแกและลูกชาย อาศัยอยู่ที่กระท่อมท้ายหมู่บ้าน ในแต่ละวันจะออกไปทำนาตั้งแต่เช้ามืด
ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่
ครั้งหนึ่งเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วที่บ้านตาดทอง ในฤดูฝนมีการเตรียมปักดำกล้าข้าวทุกครอบครัวจะออกไปไถนาเตรียมการเพราะปลูก ครอบครัวของชายหนุ่มคนหนึ่งกำพร้าพ่อ ไม่ปรากฏชื่อหลักฐาน ก็ออกไปปฏิบัติภารกิจเช่นเดียวกัน
เกษตรกรรมประณีต
\"เกษตรกรรมอย่างประณีต 1 ไร่ ไม่ยาก ไม่จน\" เป็นรูปแบบเกษตรกรรมทางรอดที่เกิดจากการการระดมความคิดของปราชญ์ชาวบ้านภาคอีสานประกอบด้วย พ่อผาย สร้อยสระกลาง พ่อมหาอยู่ สุนทรชัย พ่อเชียง ไทยดี
ศาลหลักเมืองบุรีรัมย์
เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทยที่เมืองแต่ละเมืองต้องมีศาล ในบุรีรัมย์มีศาลหลักเมืองทุกอำเภอ อ.เมืองบุรีรัมย์ มีศาลเจ้าหลักเมือง อยู่ติดกับวัดกลาง ร่างทรงเจ้าพ่อหลักเมืองเป็นสตรี อ.นางรอง มีศาลเจ้าหลักเมือง และศาลเจ้าแม่กวนอิม
ผัดพริกแกงหมูต้ม
ตั้งใจจะนำเสนอมานานแล้วล่ะครับ สำหรับเมนูริมทุ่งรายการนี้ที่ชื่อ ‘ผัดพริกแกงหมูต้ม’ อันที่จริงก็ใช่ว่าจะวิจิตรพิสดารอะไรหรอกครับ ออกจะทำง่าย
ตำนาน พญานาคราช เทพเจ้าแห่งท้องน้ำ
นาค หรือ พญานาค งูใหญ่มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และนาคยังเป็นสัญลักษณ์ของบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล นาคเป็นเทพเจ้าแห่งท้องน้ำ บางแห่งก็ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งฟ้า
ตำนานมะกอกโคกบนยอดภูเขากระโดง
ตำนานของพันธุ์ไม้ชนิดนี้มีเนื้อหาบางส่วนสอดคล้องกับวรรณกรรมพื้นบ้าน ที่เป็นตำนานของเมืองนางรอง กล่าวว่า ท้าวปาจิตต์ได้เดินทางมาเสาะหามเหสี จนกระทั่งมาพบนางอรพิมพ์ สตรีผู้งดงาม
ภูมิรู้ชาวบ้านว่าด้วยการปลูกมะพร้าวให้ลูกดก
“มะพร้าว” ภาษาเขมรบ้านผมเรียกว่า “โดง” ถือเป็นพรรณไม้โบราณอีกชนิดหนึ่งในหมู่บ้าน ที่จนถึงตอนนี้บรรดาชาวบ้านร้านตลาด เขายังคงนิยมปลูกเอาไว้ในละแวกบ้านหรือไม่ก็หัวไร่ปลายนา ตามแต่จะมีพื้นที่เหลือว่างพอให้ได้กลบได้ฝัง
เจิงโก – ชงโค เมื่อกีบขาวัวมาเป็นชื่อต้นไม้
“เจิงโก” เป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งตามคำเรียกในภาษาเขมร แต่ถ้าในภาษาก็มักจะรู้จักกันในชื่อว่า“ชงโค” ซึ่งนอกจากดอกจะสวยระรวยกลิ่นหอมแล้ว ชื่อของมันยังมีที่มาที่ไปโยงใยไปถึงกีบขาวัวอย่างไม่น่าเชื่อ!
ลุงกอบ ช่างจักสานคนบ้านบัว
ถึงวันนี้แม้อายุอานามจะล่วงเข้าไปที่หลัก ๘๐ กว่า ๆ แล้ว แต่ทุก ๆ วันหากไม่มีธุระปะปังที่ไหนอื่นใด ลุงกอบก็มักขลุกอยู่กับการตัด การเกลาเหลาไม้ไผ่ให้ได้ขนาด และสานสานขัดขึ้นรูปเป็นเครื่องมือเครื่องใช้อยู่ใต้ถุนบ้านไม้เก่าอย่างสบายอารมณ์
ตำนานเมืองนางรองตำนานเมืองนางรอง
วรรณกรรมพื้นบ้านเรื่องเมืองนางรอง มีการเล่าสืบต่อกันมาหลายสำนวน แต่ในที่นี้จะนำเสนอเพียง 2 สำนวน ดังนี้
ความเชื่อเรื่อง ผีตาผียายมากินข้าว
เมื่อก่อนนี้ สมัยตอนที่ยังเป็นเด็ก ในวงข้าวมื้อเย็น แม่มักจะบอกกับพวกเรา ๓ คนพี่น้องอยู่เสมอ ๆ ว่า กัปข้าวกัปปลาในมื้อนี้อย่ากินจนหมด ต้องเหลือติดสำรับไว้บ้างอย่างละนิดละหน่อย ส่วนข้าวก็ต้องเหลือติดก้นหม้อเอาไว้เหมือนกัน
ภูเขาโคกหรือเขาหญ้าคา
เป็นเนินดินเตี้ย ๆ อยู่ในท้องที่บ้านโคกเขาพัฒนา ต.โคกมะม่วง อ.ปะคำ เขตติดต่อกับ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา ห่างจากตัวอำเภอปะคำไปทางทิศตะวันตกประมาณ 15 ก.ม.
สัมผัสวิถีชีวิต หมู่บ้านวัฒนธรรมผู้ไทยโคกโก่ง
หมู่บ้านวัฒนธรรมผู้ไทยโคกโก่ง กุฉินารายณ์ จ. กาฬสินธุ์ เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กอยู่เชิงเขามีชาวผู้ไทยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวสามารถพักแรมแบบโฮมสเตย์ เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตและประเพณีของชาวบ้าน
ต้นแปะที่ อ.เมืองบุรีรัมย์
เป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองของจังหวัด และเคยเป็นชื่อเมืองบุรีรัมย์ในอดีต ซึ่งตั้งโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกในสมัยยังดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยาจักรี ในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ในครายกทัพไปปราบขบถพระยานางรอง เจ้าโอ เจ้าอิน
ครูบาสุทธินันท์
ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ เป็นปราชญ์ชาวบ้านอีกผู้หนึ่งที่ทำเกษตรประณีตเพื่อเป็นต้นแบบในการเรียนรู้แก่เกษตรกร
สะดืออีสาน ใกล้บึงกูย อยู่เมืองโกสุมพิส้ย
ภาคอีสาน เดิมได้รับการเรียกขานจากคนกรุงเทพว่าหัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออก หรือหัวเมืองลาวพุงขาว ต่อมาได้เรียกว่ามณฑลลาวพวน มณฑลลาวกาว มณฑลลาวกลาง ใน พ.ศ.2437 เปลี่ยนมาเรียกว่ามณฑลอุดร มณฑลอีสาน
เรื่อง ผีที่บุรีรัมย์
จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งปราสาทหิน ดินแดนแห่งอารยธรรมขอมโบราณ อยู่ห่างจากกรุงเทพประมาณ 410 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทาง ราว 5 ชั่วโมงเศษ
หัวข้อ : ประวัตินางรอง
ความคิดเห็นที่ 1 โพสเมื่อ : 24 พ.ย. 2553,20:36 น.

ท่ดด้ด

สนุกมาก
แสดงความคิดเห็น เรื่อง : ประวัตินางรอง
 

Satiti.com ฟรีสถิติ โค้ดสถิติ สถิติเว็บไซต์ ตัวอย่างสถิติ เว็บสถิติ จัดอันดับเว็บไซต์ ฟรีบริการเก็บสถิติเว็บไซต์
สำนักงานบุรีรัมย์ไกด์ 67 หมู่ที่ 9 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ 31000
Graphic designed By :: buriramguide © 2008 สงวนลิขสิทธิ์ | E-Mail crm_buriramguideแอดhotmail.co.th