หน้าหลัก | จังหวัดบุรีรัมย์ | ข่าวประชาสัมพันธ์ | แหล่งท่องเที่ยว | ประเพณีภูมิปัญญา | แนะนำภาพ | แนะนำร้านค้า | ลงนามถวายพระพร | ลงนามถวายพระพร | เว็บบอร์ด | ติดต่อโฆษณา
User :
Password :
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

เกาะติดประเด็นร้อน

ตำแหน่งโฆษณา
หมวด » เทศกาลประเพณี ภูมิปัญญา » การละเล่น

 

การละเล่นพื้นบ้านของชาวบุรีรัมย์

 

การละเล่นพื้นบ้านของชาวบุรีรัมย์
การละเล่นพื้นบ้านของชาวบุรีรัมย์
การละเล่นพื้นบ้านของชาวบุรีรัมย์
จังหวัดบุรีรัมย์เป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรมทั้งนี้เป็นผลมา จากสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีเขตติดต่อกับจังหวัดนครราชสีมา มหาสารคาม สุรินทร์ และประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าเขมรต่ำ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้จังหวัดบุรีรัมย์ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมทั้แบบไทยภาคกลางจากจังหวัดนครราชสีมา ไทยอีสานากเขตติดต่อด้านจังหวัดมหาสารคามและวัฒนธรรมเขมรจากทางด้านจังหวัด สุรนิทร์และประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย และการละเล่นของชาวบุรีรัมย์ก็มีทั้งที่เป็นแบบไทยกลาง ไทยลาว และไทยเขมร โดยเฉพาะการละเล่นแบบไทยเขมร โดยเฉพาะการละเล่นแบบไทยเขมรดังกล่าวนี้ ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับการละเล่นในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ ทั้งนี่เพราะดินแดนแถบนี้มีลักษณะวัฒนธรรมเป็นแบบไทยเขมรด้วยกันการละเล่นดังกล่าวมีรายละเอียดดังนี้
 

 

 

๑. เพลงพื้นบ้านกันตรึม กันตรึม เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมมาก ในเขตอีสานใต้ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และสุรินทร์ กันตรึมเป็ฯการละเล่นที่ใช้ภาษาในการขับร้องเป็นภาษาเขมร มีบทร้องทำนองสนุกสนาน ประวัติความเป็นมาของกันตรึม สงบ บุญคล้อย (๒๕๔๖ : ๑๖๒ ) กล่าวว่า กันตรึมหรือโจ๊ะกันตรึม เป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของชาวอีสานใต้ เป็นการละเล่นที่มีดนตรีประกอบ และถือว่าดนตรีประกอบ และถือว่าดนตรีมีความสำคัญและมีบทบาทมากที่สุด ตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ส่วนคำร้องเป็นของชาวเขมรสูงที่มีในสามจังหวัด คือ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ การเล่นกันตรึมได้รับความนิยมมากในแถบจังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์และศรีสะเกษ จากการสืบประวัติการเล่นกันตรึมไม่ค่อยได้รายละเอียดมากนัก ทราบแต่เพียงว่าการเล่นแบบนี้ได้รับการถ่ายทอดมาแต่ขอม แต่เดิมการเล่นใช้สำหรับประกอบการบวงสรวง เวลามีการทรงเจ้าเข้าผี หรืองานพิธีกรรมก็ใช้ดนตรีกันตรึม บรรเลงกันเป็นพื้นบ้าน ซึ่งต่างกันในจังหวะลีลาจะ

แตกต่างกันไปตามพิธีแต่ละงาน กล่าวคือ งานแต่งงานก็บรรเลงอย่างหนึ่ง งานศพอย่างหนึ่ง และเครื่องดนตรีที่นำมาบรรเลงก็ต้องให้เหมาะสมกับงาน แต่ถ้าเป็นงานศพก็มักจะใช้ปี่อ้อ (แป็ยออ) มาบรรเลง แต่ถ้าเป็นงานแต่งงานมักใช้ปี่เตรียงหรือ ปี่เญ็นแทนปี่อ้อ เป็นต้น
   
จุดมุ่งหมายของการเล่นกันตรึม
สงบ บุญคล้อย (๒๕๒๒ : ๙๐ ) กล่าวว่า จุดมุ่งหมายการเล่นกันตรึม ว่า
๑. เล่นตามความเชื่อของคนในท้องถิ่น เช่น ความเชื่อทางไสยศาสตร์ ได้แก่ โจลมะม็วดบองบ็อด เป็นการทรงเจ้าเช้าผี
๒. เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเกี่ยวกับงานมงคลต่าง ๆ เช่น ทำบุญบ้าน บวชนาค โกนจุก บุญฉลองอัฐิ และบุญกฐิน
๓.เล่นเพื่อเฉลิมฉลองในงานประจำปี เช่น ปีใหม่ สงกราต์ ลอยกระทง และเทศกาลรื่นเริง ประจำปีอื่น ๆ
๔.เล่นเพื่อเป็นการรักษาศิลปะ ประเพณีการละเล่นพื้นบ้านมิให้สูญหาย
๕.เล่นเพื่อเป็นการส่งเสริมหารแสดงด้านดนตรี เพราะถือว่ากันตรึมเป็นดนตรีที่มีความสำคัญมาแต่โบราณและเป็นดนตรี ถือว่ามีความไพเราะเข้าถึงจิตใจ ของผู้ฟังมากกว่าดนตรีประเภทอื่น ๆ
      ในชุมชนที่ใช้ภาษาเขมรในเขตอีสานใต้ ซึ่งได้แก่ จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ในสมัยโบราณ โดยเฉพาะงานแต่งงาน ถือว่าจะขาดดนตรีกันตรึม เจ้าสาวบางคนถึงกับวางเงื่อนไขว่าหากไม่เอากันตรึมมากล่อมหอ จะไม่ยอมร่วมหอลงโรงด้วยและถึงกับมีการเลิกร้างการแต่งงานกลางคันก็มี เพราะถือว่าไม่สมบูรณ์แบบ ทำให้เจ้าสาวเสียขวัญและกำลังใจ หรืออาจจะมีอันเป็นไปอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ซึ่งหมายถึง ซึ่งหมายถึงการหย่าร้างหรือพลัดพรากจากกันจะเห็นว่ากันตรึมก็มีรูปแบบการเล่น เช่นเดียวกับการเล่นดนตรีของไทยภาคกลาง คือเมื่อก่อนจะเล่นต้องมีการไหว้ครู เพื่อให้เป็นศิริมงคลแก่ผู้เล่น หลังจากไหว้ครูเสร็จแล้วจึงเริ่มเล่น โดยนักแสดงจะต้องเริ่มต้นด้วยบทไหว้ครูก่อน เช่นกันหลังจากนั้นจึงร้องบทต่าง ๆ ไป เนื้อหาที่ร้องส่วนใหญ่เป็นการเกี้ยวพาราสีกัน และร้องโต้ตอบกันระหว่างฝ่ายขายและฝ่ายหญิง เช่นเดียวกับการเล่นพื้นเมืองของภาคกลาง เช่น รำตัด หรือเพลงสักวา สำหรับภาษาที่ใช้ร้องส่วนมากจะใช้ภาษาไทยเขมร กลอนที่ร้องส่วนมากจะใช้การท่องจำกลอนร้องที่ ตกทอดกันมา

๒.เรือมลูดอันเร (รำกระทบสาก)

สงบ บุญคล้อย (๒๕๒๑ : ๙๘ - ๑๐๐) กล่าวว่า ประเพณีการเล่นเรือมลูดอันเรนี้เป็นมรดกตกทอดสืบมาแต่โบราณ ไม่สามารถสืบทราบ ได้ว่าใครเป็นผู้คิดขึ้น จากปากคำของผู้เฒ่าผู้แก่เล่าต่อกันมาว่า การเล่นเรือมลูดอันเรนี้ เดิมไม่มีจังหวะจะโคนอะไร ต่อมาได้วิวัฒนาการจน เป็นจังหวะลีลาอ่อนช้อย สวยงาม เข้าใจว่าในสมัยโบราณในยามค่ำคืนที่เสร็จสิ้นภาระกิจประจำวันสาว ๆ ก็พากันตำข้าวกับครกใบใหญ่ หนุ่มที่ว่างงานก็เดินเป่าขลุ่ยมาเกี้ยวสาวตามที่ดังกล่าว พอเสร็จงานตำข้าวหนุ่มสาวก็พากันเล่น กระทบสากเพื่อความสนุกสนานให้เป็นจังหวะ (เดิมยังไม่มีเครื่องดนตรีประกอบ) หนุ่มที่อยากแสดงความสามารถอวดสาว ๆ ก็จะ รำเข้าสากที่เรียกกันว่า “ลูดอันเร” (ลูดหมายความว่ากระโดดข้าม เข้า อันเร แปลว่า สาก) ส่วนหนุ่มสาวคู่อื่น ๆ ก็จะรำอยู่นอกวง แต่ถึงอย่างไรในตอนนั้นก็รำไปเรื่อย ๆ เอาสนุก โดยไม่มีจังหวะเป็นมาตรฐานอย่างปัจจุบันต่อมาการเล่นแบบนี้แพร่หลายกันไปมากจึงมีผู้คิดกำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้น คือให้เล่นได้เฉพาะเดือน ๕ ซึ่งเรียกเป็นภาษาพื้นเมืองว่า “แคเจตร” (แจตร-จิตรมาส)การเล่นมีระยะเวลา ๑ เดือนเต็มในเดือนนี้เป็นเดือน ที่จะต้องมีการหยุดทำการงานทุกอย่าง ผู้หญิงจะหยุดทอผ้าผู้ชายจะหยุดเลื่อยไม้ เป็นต้น การหยุดนี้ถือเป็นธรรมเนียมของชาวพื้นเมือง ที่ถือกันมาแต่โบราณ การหยุดดนี้ชาวบ้านเรียกว่า “ตอม”(ตอม หมายความว่า งดเว้น) และยังถือกันว่าเมื่อถึง
“แคเจตร” แล้วไม่หยุดงาน ผู้ใดยังดื้อดึงทำงานอยู่จะไม่เป็นสิริมงคลแก่ตัวเองบางที่อาจถึงฟ้าผ่าตายได้ด้วยสาเหตุที่ต้องหยุดงานตามประเพณีนี้เองจึงทำให้มีเวลา ว่างมากจึงมีการละเล่นสนุกอย่างอื่น ๆ อีก เช่นการละเล่นสะบ้า เล่นสงกรานต์ และการเรือมตรด เป็นต้น

๓.กะโน๊บติงตอง (ระบำตั๊กแตนตำข้าว)

กะโน๊บติงตอง เป็นการละเล่นพื้นเมืองที่ได้รับความนิยมกันมากในแถบอิสานใต้ แหล่งกำเนิดของการรำชนิดนี้ คือที่จังหวัดสุรินทร์ เป็นการเล่นที่เลียนแบบลีลาการกระโดดเคลื่อนตัวของตั้กแตนตำข้าว ซึ่งเป็นลำตัวสีเขียว ดังนั้นผู้เล่นจึงต้องแต่งตัวเลียนแบบตัวตั๊กแตน และสวมหัวตั๊กแตน มีลูกตาเป็นลักษณะเหมือนตั๊กแตนทุกประการ ประวัติความเป็นมา สงบ บุญคล้อย (๒๕๒๑ : ๑๐๒ - ๑๐๔) กล่าวว่า มีเรื่องเล่าว่าชาวนาคนหนึ่งชี่อ ตาเหมือน มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านรำเบอะ ตำบลไพล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ กลับจากป่ามาจะได้สัตนว์หรือไม่ได้ก็ไม่เคยเป็นกังวลอะไร จะถูกภรรยาด่าว่าก็ยิ้มรับเสมอ เพราะท่าน มีอุปนิสัยเป็นคนเยือกเย็น วันหนึ่งท่านได้ออกไปดูข้าวที่ทุ่งนาและได้เอาไซไปดักปลาด้วย เมื่อวเอาไไซไปว่างดักปลาแล้วก็ได้พักผ่อนอยู่ใต้ร่มไม้ริมลำธาร นั่งเอนหลังพิงต้นไม้อย่างสงบ และได้เพ่งสายตาไปยังทุ่งนา มองดูข้าวที่กำลังงามเขียวชอุ่ม ในขณะนั้นได้เห็นตั๊กแตนตำข้าวสองตัวเกาะ อยู่บนใบข้าวตั๊กแตนสองตัวนั้นกำลังหนหน้าเข้าหากัน ทำท่าเหมือนกำลังเกี้ยวพาราสีกัน ท่านพยายามเพ่งสายตามมองและ เกิดความประทับใจในท่าทางต่าง ๆ ของมัน ทำให้เกิดความคิดว่าถ้าหากนำลักษณะการเต้นของมันไปประยุกต์ในทางร่ายรำของคนคงจะดีไม่น้อย ท่านจึงได้สังเกตจดจำท่ารำของตั้กแตนตำข้าวทั้งสองตัวนี้ไว้อย่างละเอียดลออ เมื่อกลับถึงบ้านตาเหมือนจึงได้จัดให้เด็กลายคนเต้นตามลีลาที่แกบอก แต่การเต้นในระยะแรก ๆ ของเด็กดังกล่าวยังไม่มีการสวมชุดดังการเล่นในปัจจุบัน การละเล่นแบบนี้เริ่มเป็นแบบอย่างขึ้นที่หมู่บ้านนั้น ต่อมาได้แพร่หลายไปยังหมู่บ้านอื่น เริ่มมีการสวมชุดเหหมือนตั๊กแตนตัวจริงต่อมาครูใหญ่โรงเรียนปราสาทศึกษาคารในสมัยนั้น ได้ทดลองเป็นหมู่ เป็นที่ประทับใจแก่คนดูเป็นอันมาก ต่อมาจึงได้จัดส่งการแสดงไปเล่นในงานช้างจังหวัดสุรินทร์ การแสดงดังกล่าว จึงแพร่หลายตลอดมา

๔. มโหรีอีสานใต้

การละเล่นพื้นเมืองของชาวอีสานใต้ที่ได้รับการสืบทอดมาแต่โบราณอีกประเภทหนึ่ง คือ การละเล่นมโหรี ซึ่งยังคงนิยมอยู่ในปัจจุบัน และยังเป็นดนตรีที่เป็นพื้นฐานของเล่นอื่น ๆ เช่น อาไยกระโน้บติงตอง กันตรึม การเรือมลูดอันเร บรรเลงประเกอบพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น โจลมะม๊วด บ็องบ็อด ประกอบทั้งการประโคมในงานพิธีต่าง ๆ ทั้งงานมงคลและอวมงคล เช่น งานแต่งงาน ทอดกฐิน ขึ้นบ้านใหม่ การโกนจุก งานทำบุญศพ เป็นต้น

๕. เจรียง
เจรียงเป็นการละเล่นอย่างหนึ่งของชาวอีสานใต้มีลักษณะเหมือนกับหมอลำหรือเพลงโคราชนั่นเองดนตรีที่ใช้ประกอบในการเจรียง หรือ แคน การเจรียง ประกอบด้วย ฝ่ายชาย ๑ คน และฝ่ายหญิง ๑ คน และคนเป่าแคนอีก ๑ คน เจรียงโต้ตอบกันไปมา การเจรียงจะเริ่มต้นด้วยบทไหว้ครู ปฏิสันธารกับผู้ฟัง และเจรียงเป็นการบอกกล่าวถึงความสำคัญของงานนั้น ๆ ว่ามีการบำเพ็ญกุศลอะไร มีอานิสงส์อย่างไร บางครั้งก็มีการยกนิทานประกอบก็ได้บางครั้งการเจรียงอาจเป็นเชิงกระทู้ถามคือฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ถามอีก
ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ตอบ ทำนองการ ปุจฉา – วิสัชนา หลังจากนั้นจึงเจรียงโดยทั่วไป ลักษณะการเจรียงในตอนหลังจะเพิ่ม รสสนุกสนานด้วยการใช้คำเป็นที่พออกพอใจแก่ผู้ฟัง เรียกเสียงเฮฮา จึงมักเป็นหยอกล้อกระทบกระเทียบกระเดียดไปทางตลกคะนองตาม
แบบฉบับของการละเล่นพื้นเมืองโดยทั่วไป การเจรียงแบบนี้บางทีเรียกว่า “ เจรียงเบริน” มีการเจรียงอีกประเภทหนึ่งที่เคยได้รับความนิยมมาก คือ การเจรียงนิทาน ผู้เจรียงจะนำนิทานเก่า ๆ มาเจรียง เช่น กดามซอ (ปูขาว) ซังเซลจ็อย (สังข์ศิลป์ชัย) ฯลฯ มาเจรียง การเจรียงแบบนี้ได้รับความนิยมเท่ากับกันตรึม ลักษณะการเล่นคล้าย ๆ หมอลำ คือ มีแคนประกอบ ภาษาที่ใช้ภาษาเขมร ปัจจุบันคนที่เล่นเจรียงได้มักเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งนับวันก็จะหมดไป

๖. ระบำตลอก (ระบำกะลา)
สงบ บุญคล้อย (๒๕๒๑ : ๑๐๙ - ๑๑๐) กล่าวว่า ระบำตลอกนี้เป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวอีสานใต้ อันเป็นผลมาจากความนิยมของ ชาวบ้านในการปลูกมะพร้าวในแถบอีสานใต้มีลักษณะอย่างหนึ่ง ที่แตกต่างกันไปจากชาวอีสานโดยทั่ว ๆ ไป คือหมู่บ้านจะมีต้นมะพร้าวขึ้นร่มครึ้ม ความนิยมปลูกมะพร้าวมีมาแต่โบราณ เขาถือกันว่า เมื่อลูกหลานแต่งงาน พ่อแม่จะมอบที่ดินให้ทำกิน และเป็นที่ปลูกบ้าน ก่อนอื่นจะปลูกมะพร้าวไว้ก่อน การปลูกมะพร้าวเป็นการแสดงถึงการแสดงถึงความมั่นคงเป็นผู้ที่เชื่อถือได้ เพราะการปลูกมะพร้าวในภาคอีสานนั้นปลูกยาก กว่าจะขึ้นต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ มีความอดทนขยันหมั่นเพียร ดูแลรักษากว่าจะมี ลูกให้กินได้ต้องใช้เวลาหลายปี การปลูกมะพร้าวถือเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งในการขึ้นโคกใหม่ดังนั้นในแถบหมู่บ้านชาวอีสานใต้จึงมีมะพร้าวขึ้นเขียวชะอุ่ม
หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วจัดเป็นระยะเวลาที่ว่างงานจะเข้าสู่เดือนหยุดงาน หนุ่มสาวจะนั่งขัดกะลามะพร้าวกันที่ลานบ้าน กะลามะพร้าวที่ขัดนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ทำทัพพี ทำกระบวยตักน้ำ ฯลฯ ตอนนี้หนุ่มสาวจะเจียดมะพร้าว ส่วนหนึ่งเพื่อใช้ประโยชน์ในการร่ายรำสนุกสนาน การร่ายรำด้วยกะลามะพร้าวมีเคล็ดอยู่ว่าถ้าคู่ใดรำแล้วสามารถเคาะกะลามะพร้าว
แตกคู่นั้นคาดว่าจะได้แต่งงานกัน เล่นกันหลังฤดูเก็บเกี่ยวเสร็จแล้ว เพื่อเป็นการฉลองความอุดมสมบูรณ์ของข้าวปลาที่ได้แสดงความสามัคค
ีที่ชาวบ้านช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นการรื่นเริงชนิดหนึ่ง

๗.ดงลำไย
ดงลำไย เป็นการละเล่นของชาวเมืองบุรีรัมย์ ในอดีตที่เคยได้รับความนิยมมาก แต่ปัจจุบันแทบจะไม่มีให้เห็น ได้ยินแต่คนเฒ่าคนแก่เล่าบอกต่อกันมา สาเหตุที่เรียกว่า ดงลำไย เพราะการแต่งเนื้อร้องคำสุดท้ายของวรรครับจะต้องลงท้ายด้วยเสียงสระไอ จะเห็นว่าดงลำใยเป็นการละเล่นพื้นเมืองอีกชนิดหนึ่งของชาวพื้นเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ การละเล่นชนิดนี้จะแพร่หลายในกลุ่มชาวไทยโคราช ในเขตอำเภอนางรอง หนองกี่ อำเภอเมือง ซึ่งเป็นเขตที่มีกลุ่มไทยโคราชอยู่มาก ลักษณะการเล่นดงลำไยจะคล้ายกับเพลงฉ่อยของไทยภาคกลาง ภาษาที่ใช้ก็ใช้ภาษาไทยกลางเป็นการร้องโต้ตอบกันระหว่างชายและหญิง ทำนองเกี้ยวพาราสีกัน และจะมีสร้อยลงท้ายด้วยเสียงสระไอส่วน สร้อยเพลงจะมีคำว่า ดงไหนเอยฮาเอ้ยลำไย กลอนเพลงจะแสดงไหวพริบปฏิภาณของคนร้อง ปัจจุบันการเล่นชนิดนี้ไม่ค่อยได้รับความนิยม ผู้ร้องดงลำไยส่วนใหญ่จะเป็นคนสูงอายุซึ่งนับวันจะหมดไปจึงควรที่ผู้สนใจเรื่องเพลงพื้นบ้านจะได้เก็บรวบรวมข้อมูลของการละเล่นชนิดนี้เอาไว้ เพื่อได้นำกลับมาฟื้นฟูอีกครั้งเพื่อเป็นการอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านเหล่านี้ให้คงอยู่ตลอดไป

 

 

บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้ อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆที่ทีมงานคิดว่ามีประโยชน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดความบันเทิง และให้ความรู้ โดยเราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ E-mail crm_buriramguideแอดhotmail.co.th ทีมงานจะนำบทความนั้นๆออกทันทีี

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอข้อมูลกับบุรีรัมย์ไกด์ดอทคอมและบุรีรัมย์ไทม์ด้วยวิธีง่ายๆ
เพียงส่งรูปภาพหรือข้อมูลข่าวสารกิจกรรมที่ท่านมีเกี่ยวกับบทความเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ มาให้เราที่ buriramguideแอดhotmail.co.th ทางทีมงานจะนำรูปภาพและบทความของท่านมาปรับปรุงข้อมูลและลงชื่อท่านเพื่อเป็นเกียรติค่ะ
เขียนเมื่อ : 13 เม.ย. 2553,17:43   เข้าชม : 3502 ครั้ง

เทศกาลประเพณี ภูมิปัญญา » การละเล่นอื่นๆที่น่าสนใจ
แม่นางด้ง
แม่นางด้ง เป็นการละเล่นเชิญผีหรือวิญญาณมาร่วมสนุกสนานในเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเชื่อกันว่าวิญญาณของภูติผีปีศาจที่มาจากป่าดงจะมาร่วมสนุกสนานในเทศกาล สงกรานต์นี้ด้วย
มโหรีเขมร
มโหรีเขมรของป้าพลอยลาดประโคนและป้าคำเรียบ สุทันรัมย์ แห่งบ้านสะเดาต.สะเดา อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์
เรือมตรด
เรือมตรด คือรําตรุษสงกรานต์เป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวอีสานใต้ มาตั้งแต่โบราณ มีความเชื่อว่า เป็นการละเล่นเพื่อความสนุกสนานในวันขึ้นปีใหม่ของชาวไทยสมัยก่อนที่ใช้เดือนเมษายนของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ นอกจากนี้เรือมตรด
เรือมปันโจล
เป็นการแสดงพื้นบ้านที่แทรกอยู่ในพิธีกรรมบองบ๊อด (รักษาคนไข้) (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ
การเล่นกันตร๊อบเมือน หรือ ปรบไก่
เป็นการละเล่นที่นิยมมากในงานเผาศพขึ้นบ้านใหม่ บวชนาค ฉลองพระปีใหม่เป็นต้น คล้ายการร้องเพลงโคราช แบ่งผู้เล่นเป็นฝ่ายชายฝ่ายหญิง ข้างละ2-3 คน ร้องเป็นนิทานเกี้ยวพาราสี บทตลกเฮฮา อวยพร
การละเล่นพื้นบ้านของชาวบุรีรัมย์
จังหวัดบุรีรัมย์เป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรมทั้งนี้เป็นผลมา จากสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีเขตติดต่อกับจังหวัดนครราชสีมา มหาสารคาม สุรินทร์ และประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย
ประเพณีแซนโดนตา
ประเพณีที่สืบสานตำนานบรรพชน ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น แสดงถึงความกตัญญูรู้คุณคน ที่ไม่ได้สื่อออกมาให้เห็นเหมือนแฟชั่น แต่นั้นคือ สิ่งที่แสดงให้เห็นว่า เราคือคน...แตกต่างจากเดรัจฉานอย่างชัดเจน เพราะความกตัญญู
เรือมตรด
เรือมตรด คือรําตรุษสงกรานต์เป็นการละเล่นพื้นบ้านของชาวอีสานใต้ มาตั้งแต่โบราณ มีความเชื่อว่า เป็นการละเล่นเพื่อความสนุกสนานในวันขึ้นปีใหม่ของชาวไทยสมัยก่อนที่ใช้เดือนเมษายนของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ นอกจากนี้เรือมตรด
ลูดอันเร(กระโดดสาก)
" ลูดอันเร "แปล่ว่า "กระโดดสาก" "ลูดอันเร" เป็นชื่อเรี่ยกการละเล่นชนิดหนึ่งของชาวไทยเชื้อสายเขมรที่มีลักษณะคล้ายกับ การรำกระกระทบไม้ของไทย ลาวกระทบไม้ แสกเต้นสาก
มะม็วดครูกาลบุรีรัมย์
มะม็วดครูกาลบุรีรัมย์
เบื้องหลัง ไอ้เขายิง-สมพลวีดีโอ
เบื้องหลัง ไอ้เขายิง-สมพลวีดีโอ ละครตอนสั้น ไอ้เขายิง-สมพลวีดีโอและไอ้เขายิง-สมพลวีดีโอ
พิธีกรรม กะแมด มม๊วด รำแม่มด
พิธีกรรมรำแม่มด "กะแมด" เป็น พิธีกรรมรักษาผู้ป่วยไข้ของชาวกุย หรือส่วย โดยมีคนทรงเรียกว่า กะแมด ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับวิญญาณผี บรรพบุรุษและเทพเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่คุ้มครองคนและสถานที่
เรือมตลอก (รำกะลา)
สืบเนื่องมาจากความนิยมในการปลูกมะพร้าวกันทุกบ้านในแถบอีสานใต้ แต่การปลูกมะพร้าวในภาคอีสานนั้นปลูกยาก
เรือมก็อนเตียบ (ระบำเสื่อ)
การทอเสื่อเป็นอาชีพพื้นบ้านอย่างหนึ่งของคนอีสาน หมู่บ้านโคกเมืองเป็นที่ ๆมีการทอเสื่อสวยงามมาก ทางวิทบาลัยครูบุรีรัมย์ ภาควิชานาฏศิลป์ จึงคิดจะเผยแพร่ขั้นตอนการทอเสื่อโดยคิดประดิษฐ์เป็นการแสดงชุดนี้
กันตรึม
เดิมใช้สำหรับขับประกอบการเซ่นบวงสรวงเวลามีการทรงเจ้าเข้าผี ปัจจุบันใช้เล่นเพื่อความบันเทิงและได้รับความนิยมมาก ความไพเราะอยู่ที่เสียงของผู้ร้องและความไพเราะของดนตรี
รำผีฟ้า อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์
การละเล่น พื้นบ้าน รำผีฟ้า อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์
แสดงความคิดเห็น เรื่อง : การละเล่นพื้นบ้านของชาวบุรีรัมย์
 

Satiti.com ฟรีสถิติ โค้ดสถิติ สถิติเว็บไซต์ ตัวอย่างสถิติ เว็บสถิติ จัดอันดับเว็บไซต์ ฟรีบริการเก็บสถิติเว็บไซต์
สำนักงานบุรีรัมย์ไกด์ 67 หมู่ที่ 9 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ 31000
Graphic designed By :: buriramguide © 2008 สงวนลิขสิทธิ์ | E-Mail crm_buriramguideแอดhotmail.co.th