|
1.ประวัติความเป็นมา |
อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ ข้อมูลประวัติความเป็นมาของอำเภอ คำขวัญอำเภอนาโพธิ์ "เหนือสุดบุรีรัมย์ วัฒนธรรมล้ำค่า ตระการตาบุญบั้งไฟ ผ้าไหมสวยนาโพธิ์" ๑. สภาพทั่วไป ตำแหน่งที่ตั้ง - อำเภอนาโพธิ์ ตั้งอยู่เหนือสุดของจังหวัดบุรีรัมย์ มีพื้นที่ 255 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 159,375 ไร่ ห่างจากจังหวัดบุรีรัมย์ 80 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดและอำเภอต่าง ๆ ดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม และ อำเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม ทิศใต้และทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ สภาพพื้นที่และสภาพภูมิอากาศ - สภาพพื้นที่ เป็นที่ราบลุ่มสลับที่ดอน สภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย คุณภาพของดินอยู่ ในเกณฑ์ต่ำ มีลำห้วยสำคัญ คือ ห้วยลำพังชู เป็นเส้นกั้นแบ่งเขตกับอำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม ลำห้วยนี้ไหลลงสู่แม่น้ำมูล มีลำห้วยเล็ก ๆ อีก 4 สาย คือ ลำห้วยขามส้ม, ลำห้วยกอก, ลำห้วยจอก และ ลำห้วยเปือย - สภาพภูมิอากาศ เป็นแบบมรสุมเมืองร้อน แบ่งเป็น 3 ฤดู ฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน ฤดูหนาวอากาศหนาวจัดลมแรง ฤดูร้อนอากาศร้อนและแห้งแล้ง ดินมีลักษณะเป็นดินปนทราย และเป็นดินเค็มเล็กน้อยถึงระดับปานกลาง ประชากรและอาชีพ - อำเภอนาโพธิ์ มีประชากร รวมทั้งสิ้น 34,599 คน แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 ตำบล คือ ตำบลนาโพธิ์ ตำบลศรีสว่าง ตำบลบ้านคู ตำบลบ้านดู่ และตำบลดอนกอก มีเทศบาล 1 แห่ง องค์การบริหารส่วนตำบล 5 แห่ง - อาชีพของราษฎร คือ การทำนา เลี้ยงสัตว์ ทอผ้าไหม และรับจ้างแรงงาน พื้นที่ ในการเกษตรมีจำนวน 120,863 ไร่ เป็นเกษตรกรรมในฤดูฝน คือ ทำนาเป็นหลัก หมดฤดูฝนราษฎรจะอพยพแรงงานไปรับจ้างในท้องที่อื่น และกรุงเทพมหานคร การปกครอง อำเภอนาโพธิ์ แบ่งการปกครองเป็น 5 ตำบล 65 หมู่บ้าน มีประชากรจำนวน 33,355 คน เป็นชาย 16,481 คน เป็นหญิง 16,874 คน มีจำนวนครัวเรือน 6,988 ครัวเรือน การปกครองส่วนท้องถิ่น มีเทศบาล 1 แห่ง คือ เทศบาลตำบลนาโพธิ์ และมีองค์การบริหารส่วนตำบล 5 แห่ง คือ องค์การบริหารส่วนตำบลนาโพธิ์ องค์การบริหารส่วนตำบลศรีสว่าง องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านคู องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดู่ และองค์การบริหารส่วนตำบลดอนกอก ความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรม - เทศกาลงานเจ้าพ่อปู่อำเภอนาโพธิ์ เดือน ธันวาคม ของทุกปี - งานเทศกาลชมผ้าไหม ชิมส้มต่อน สะออนเมืองนาโพธิ์ เดือน พฤศจิกายน ของทุกปี - ประเพณีบุญบั้งไฟ - ประเพณีงานสงกรานต์ - ประเพณีวันลอยกระทง
สถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยว - ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านอำเภอนาโพธิ์ ตั้งอยู่บริเวณที่ว่าการอำเภอนาโพธิ์ หมู่ที่ 13 ตำบล นาโพธิ์ เป็นแหล่งผลิตผ้าไหมที่มีชื่อเสียงของอำเภอนาโพธิ์ เป็นสถานที่ศึกษาดูงานและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม อาทิเช่น ผ้าไหมคุณภาพเยี่ยม เสื้อไหม กระเป๋าสตางค์ไหม เนคไทด์ไหม ผ้าพันคอไหม ผไ ซึ่ครงกางพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีนางประคอง ภาสะฐิติ เป็นประธานศูนย์ - ศูนย์ศิลปาชีพทอผ้าไหม ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลนาโพธิ์ อำเภอนาโพธิ์ เป็นแห่งผลิตผ้าไหมคุณภาพดี โดยกลุ่มสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพ ส่งผ้าไหมขายให้กับมูลนิธิศูนย์ศิลปาชีพพิเศษ สวนจิตลดา มีนางประจวบ จันทร์นวล เป็นประธานศูนย์ - พระธาตุเจดีย์วัดพระธาตุบ้านดู่ ที่อยู่ บ้านดู่ ตำบลบ้านดู่ อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ - พระธาตุวัดดอนกลาง บ้านดอนกลาง ตำบลบ้านคู อำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ 6044 ร้านอาหาร - หลุยส์ฟาร์ม - ครัวเตือนใจ โทร. 0 1063 0533 ๒. ประวัติความเป็นมา มีประวัติความเป็นมาตามคำบอกเล่า เอกสารที่เกี่ยวข้อง และบันทึกของผู้รู้ ดังนี้ ต้นปี พ.ศ. 2416 ชาวบ้านแวงใหญ่ (ปัจจุบันคือหมู่ที่ 1 ตำบลบ้านแวง อำเภอพุทไธสง) ชื่อพ่อใหญ่เนียนและแม่ใหญ่นุ้ยสองสามีภรรยา ได้ออกสำรวจหาทำเลที่เหมาะแก่การเพาะปลูกและตั้งบ้านเรือน ครั้งแรกพบเนินป่าพังคี ซึ่งอยู่ใต้หนองสะแบง ในบริเวณนั้นยังมีลำห้วยเล็ก ๆไหลผ่านจึงอพยพครอบครัวพร้อมลูกหลานมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เนินป่าพังคีนั้น(ปัจจุบันคือคุ้มโศกพังคีในหมู่บ้านโนนศรีจันตำบลบ้านแวง) ได้ทำการเพาะปลูกพืชผักเจริญงอกงามดี หน้าเดือน 11 - 12 น้ำหลาก ไหลลงลำห้วยในละแวกนั้น ( น้ำห้วยหม่วยไหลไปตกที่ห้วยเตยใต้บ้านโนนขิงไค ตำบลพุทไธสง ) พ่อใหญ่เนียนยังต้องการค้นหาทำเลที่เหมาะสมยิ่งกว่าเดิม จึงพาคณะออกสำรวจทางน้ำไหลลงตามลำห้วยต่าง ๆ บังเอิญพบลำห้วยใหญ่ชื่อว่าห้วยป่าชู้(ลำพังชู) ซึ่งมีลำห้วยจอกไหลไปบรรจบที่ทุ่งสนามหมาหญ้า(สนามหญ้าม้าบ้านหนองหญ้ารังกา) และได้เดินตามคลองจอกดูว่ามาจากที่ใด จนได้มาพบบึงขนาดใหญ่มีจอกไหลตามลำห้วยไป สำรวจดูบริเวณรอบ ๆ บึงพบว่าเป็นเนินเมืองร้าง มีครกมอง(กระเดื่องตำข้าว) เล้าข้าว แต่มีสภาพเก่าเสาไม้ผุพังชำรุดแล้ว บริเวณทิศใต้ของบึงมีเนินและป่า จึงเรียกเมืองร้างนั้นว่า เมืองจอก(หรือเมืองน้อย บริวารเมืองพุทไธสงถูกเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์กวาดต้อนผู้คนไปจึงกลายเป็นเมืองร้าง) จากนั้นได้สำรวจบริเวณรอบ ๆ เนินหมู่บ้าน พบหนองน้ำอีกแห่งหนึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ของคลองจอก มีเต่าหลายตัวทั้งตัวเล็กตัวใหญ่คลานขึ้นลงในหนองน้ำนั้น น้ำในหนองก็ใสสะอาดดี มีคันคูและเนินรอบหนองทุกด้าน จึงเรียกว่าหนองเต่า ตามสภาพที่เห็น ได้เดินสำรวจต่อลงมาทางทิศใต้เรื่อย ๆ จนมาพบหนองน้ำที่เป็นหนองตามธรรมชาติไม่มีคูคันล้อมรอบ กลางหนองน้ำพบว่ามีโครงกระดูกช้างกองติดอยู่ตามโคลนตม พิจารณาดูแล้วลงความเห็นว่าเป็นกองกระดูกช้างเพศเมีย จึงเรียกชื่อหนองน้ำนี้ว่า หนองอีโซ ( ปัจจุบันคือที่ตั้งโรงเรียนชุมชนบ้านนาโพธิ์ ) บริเวณทิศเหนือหนองน้ำมีเนินขนาดใหญ่ไม่มีผู้ใดครอบครองเป็นเจ้าของ เหมาะที่จะปลูกสร้างบ้านเรือน สร้างหลักปักฐาน พอใจทำเลแห่งนี้มาก ปลายปี พ.ศ. 2416 พ่อใหญ่เนียนจึงได้อพยพครอบครัวพร้อมญาติพี่น้อง 3 - 4 ครอบครัว ออกจากเนินป่าพังคี มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ริมฝั่งหนองอีโซ ด้านทิศเหนือคือคุ้มสนวน ( บ้านขนวนในปัจจุบัน ) และยังมีชาวบ้านแวงใหญ่ บ้านบัวได้อพยพตามมาอีกเป็นจำนวนมาก ภายหลังชาวบ้านข่าที่ทราบข่าวว่าพื้นที่บ้านหนองอีโซกว้างขาวง ก็ได้อพยพตามมาสมทบอีก ได้พากันสร้างบ้าน แผ้วถางป่าจับจองที่ดินทำมาหากิน มากบ้างน้อยบ้างตามกำลังของตน โดยไม่มีใครหวงห้ามและขยายเป็นคุ้มใหญ่(บ้านนาโพธิ์ หมู่ที่ 1 ปัจจุบัน) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของคุ้มสนวน(ขนวน) ต่อมาได้มีชาวบ้านส้มโฮง(เป็นหมู่บ้านหนึ่งในอำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม) นำโดยหลวงละคร ได้อพยพครอบครัวมาตั้งหมู่บ้านอยู่ทิศตะวันออกของคุ้มใหญ่ ซึ่งเป็นเนินป่าไม้แดงเรียกว่า คุ้มโนนแดง ยังมีชาวบ้านใกล้เคียงคือ บ้านหอย บ้านดงและบ้านจิก อพยพมาอยู่คุ้มนี้ด้วย ส่วนคุ้มหนองโกซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของคุ้มโนนแดงนั้น หลวงพ่ออุดมซึ่งมีผู้คนเคารพนับถือมาก พาย้ายถิ่นฐานมาจากหมู่บ้านขมิ้น (ปัจจุบันคือบ้านหูลิง ต.ขามเรียง อ.สีสุราช จ.มหาสารคาม) เนื่องจากเกิดโรคห่า (อหิวาตกโรค) ระบาด บ้านหนองอีโซจึงมี 4 คุ้ม คือ คุ้มสนวน(ขนวน) คุ้มใหญ่ คุ้มโนนแดง และคุ้มหนองโก เมื่อผู้คนมาอยู่รวมกันจำนวนมากขึ้น จึงได้ทำการเก็บกักน้ำที่หนองเต่าไว้ใช้ ไว้ดื่ม ห้ามสัตว์พาหนะลงก่อกวนทำสกปรก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ ส่วนหนองที่เก็บกักน้ำไว้เลี้ยงสัตว์คือหนองอีโซ( สมัยหลวงพ่อปลัดภูเป็นเจ้าอาวาสได้ปิดกั้นคันคู 3 ด้าน คือ ทิศตะวันออก ทิศเหนือ และทิศตะวันตก ) บรรดาครอบครัวในหมู่บ้านต่าง ๆ มีคนอพยพมาตั้งถิ่นฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ ชาวบ้านจึงเลือกพ่อใหญ่เนียนขึ้นเป็นผู้นำหมู่บ้าน เรียกว่า ตาแสง ปกครองหมู่บ้านได้รับความร่มเย็นเป็นสุขทั่วหน้ากันต่างก็ได้หักร้างถางพง ขยายที่ดินทำไร่ ทำนา ตามกำลังความสามารถของตน ข้าวปลา พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2440 สมเด็จพระปิยมหาราชได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง จากจตุสดมภ์ เป็นเวียง วัง คลัง นา แบ่งงานรับผิดชอบเป็น 12 กระทรวง แบ่งเขตการปกครองเป็น 18 มณฑล เป็นจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ใน พ.ศ. 2444 มีเจ้านายผู้ใหญ่ได้เดินทางมาเพื่อตั้งหมู่บ้านและตำบล ท่านเห็นว่าชื่อบ้านหนองอีโซไม่เหมาะสมที่จะตั้งเป็นชื่อตำบล จึงดำริหาชื่อใหม่ประกอบกับ เห็นต้นโพธิ์หลายต้นที่เจริญงอกงามแผ่กิ่งก้านสาขา น่าร่มเย็นงามสง่าอยู่ในบริเวณที่นาที่มีความอุดมสมบูรณ์ใกล้ ๆ หมู่บ้าน ท่านจึงตั้งชื่อตำบลว่า ตำบลนาโพธิ์ และให้เรียกชื่อหมู่บ้านตามนามใหม่นี้ บ้านหนองอีโซจึงถูกเรียกว่า บ้านนาโพธิ์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา(ปัจจุบันผู้สูงอายุบางท่านยังเรียกบ้านหนองอีโซอยู่) ส่วนผู้นำหมู่บ้านนั้น ตาแสงเนียนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงขันอาสา ทำหน้าที่คล้ายกำนัน โดยมีผู้ใหญ่น้อยแลผู้ใหญ่อิน (ขุนศรีเม้า) ทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ที่เป็นตาแสงคนต่อมา คือหลวงชนชนะชัย เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ตั้งตำบลนาโพธิ์ขึ้น จึงได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงศรีสมบัติ นับว่าเป็นกำนันคนแรกของตำบล โดยมีผู้ใหญ่ป้องเป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนันคนต่อมาคือหลวงจันชมพู ใน พ.ศ. 2456 ลาออกจากราชการ นายนาก เปลี่ยนไธสง เป็นสารวัตรกำนัน ได้รับคัดเลือกเป็นกำนันแทน มีนายคำหมา บุญที ทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้าน กำนันนากเป็นผู้มีพวกพ้องมาก เป็นที่เคารพยำเกรงของประชาชนในหมู่บ้านและละแวกใกล้เคียงพร้อมกันนี้ยังทำหน้าที่เป็นสารวัตรกำนันศึกษาด้วย จึงได้รับเงินเดือนสูงถึง 20 บาท ต่อมามีการยุบตำแหน่งสารวัตรศึกษาทำให้มีรายได้น้อยลง จึงยุบหมู่บ้านคือคุ้มสนวนและคุ้มโนนแดงมารวมเป็นคุ้มเดียว เพื่อเก็บค่าหัวจากลูกบ้านเป็นรายได้ต่อปี กำนันนากพัฒนาปรับปรุงบริหารบ้านเมืองมาด้วยความเข้มแข็งเด็ดเดี๋ยว ทำให้ประชาชนอยู่ดีมีความสุข ผลงานปรากฎที่สำคัญคือการปราบโจรหล้าเป่ ที่มาปล้นสะดมชาวบ้านคอกม้า ( อยู่ทิศตะวันออกของหมู่บ้านหนองโก ปัจจุบันอพยพมารวมกับบ้านหนองโกหมดแล้ว ) จนโจรเตลิดหนีไป ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนสถิตโพธิพุทไธสง ส่วนผู้ใหญ่บ้านก็มีตำแหน่งเป็นหมื่นรองกันลงไป ในสมัยนั้นไม่มีการเกษียณอายุราชการท่านจึงถูกปลดออกเมื่ออายุ 70 ปี ได้แต่งตั้งนายสิงห์ เลื่อนไธสง เป็นกำนันแทน เมื่อเสียชีวิตแล้วจึงได้แต่งตั้งนายสวาสดิ์ แหลมไธสง ( ก้อน ทองถม ) เป็นกำนันเมื่อพ้นจากตำแหน่ง นายทองเพชร แก้วบุดศา ผู้ใหญ่บ้านขมิ้น จึงได้รับแต่งตั้งเป็นกำนันแทนจนถึงปัจจุบัน ส่วนผู้ใหญ่บ้านต่อจากนายคำเหมา บุญที ก็คือนายประวัติ วิศิษฎ์ศิลป์ ( นายตุ้มทอง จีนไธสง ) นายวิไล บุญมี นายประกิจ ภาสะฐิติ นายบรรยงค์ ตั้งสมบูรณ์ นางประคอง ภาสะฐิติ และนายอมร เลไธสง ในปัจจุบัน ตำบลนาโพธิ์เป็นตำบลที่มีผู้นำเข้มแข็งและมีชื่อเสียงในการพัฒนามาตลอด โดยเฉพาะในสมัยกำนันขุนสถิตโพธิพุทไธสงได้พัฒนาหมู่บ้านจนมีชื่อเสียงเป็นกำนันชั้นหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์ ในการพัฒนาบ้านให้เป้นเมืองจึงได้เริ่มมาเรื่อยๆ สมัยกำนันสิงห์ เลื่อนไธสง นายประวัติ วิศิษฎ์ศิลป์ เป็นผู้ใหญ่บ้าน ด้วยวิสัยทัศน์และเลือดนักปกครองที่มีอยู่ในตัวและรู้จักกับบุคคลหลายวงการ จึงเป็นผู้นำความเจริญมาสู่ตำบลนาโพธิ์ ได้ของบประมาณมาสร้างฝายน้ำล้นเพื่อการเกษตร หาอาชีพเสริมนอกฤดูทำนาเช่นการปลูก ปอ การทอผ้ากี่กระตุก สมัยจอมพลถนอม กิติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี คุณไพฑูรย์ ประยงค์ยิ้ม ซึ่งเป็นผู้ตรวจการสำนักนายกรัฐมนตรีให้ความสนใจบ้านนาโพธิ์เป็นพิเศษ เคยมาบ้านนาโพธิ์หลายครั้งเห็นความพร้อมเพรียง สามัคคีในการพัฒนาทุกด้านได้ผลอย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะท่านสนใจการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การทอผ้า ที่ผู้ใหญ่ประวัติ ได้นำชาวบ้านทำอยู่ ได้เข้ามาเยี่ยมเยือนพบปะเพื่อซักถามปัญหาอุปสรรคต่างๆพร้อมกับหาแนวทางแก้ไขและช่วยเหลือทุกวิถีทาง เช่นการจัดผ้าป่านำเที่ยวเพื่อพาเศรษฐีจากกรุงเทพ ฯ มาซื้อผ้าไหมที่บ้านนาโพธิ์ หรือหาตลาดที่กรุงเทพ ฯ เพื่อส่งผ้าไปขายจนชาวบ้านทอออกมาแทบไม่ทัน เพราะได้รับการสนับสนุนจากชาวกรุงเทพ ฯ เป็นอย่างดียิ่ง ครั้งล่าสุดท่านกำชับให้ชาวนาโพธิ์พยายามพัฒนาหมู่บ้านให้เจริญ แล้วตั้งเป็นเขตสุขาภิบาลขึ้น พร้อมกันนี้ท่านได้กำชับนายอำเภอพุทไธสงให้ช่วยดูแล และรับปากจะเป็นผู้ประสานงานทางหน่วยเหนือให้ เพื่อที่จะตั้งเป็นกิ่งอำเภอต่อไป จึงให้ผู้นำสมัยนั้นคือกำนันสวาสดิ์ แหลมไธสง คุณพ่อประวัติ วิศิษฎฺศิลป์ ท่านพระครูสังฆภาร และชาวบ้านทุกคน ตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาหมู่บ้าน ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ อุทิศกำลังกาย จิตใจ กำลังทรัพย์ในการพัฒนาจนได้รับโล่พัฒนาตำบลดีเด่นจากกระทรวง มหาดไทย เมื่อ พ.ศ.2517 จากนายธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรี สภาพปัญหา อำเภอพุทไธสงมีอาณาเขตกว้างขวางการคมนาคมและการติดต่อราชการเป็นไปด้วยความลำบากเพราะใช้วิธีเดินเท้า โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ทิศเหนือสุดตรงรอยต่อระหว่างอำเภอพุทไธสง กับอำเภอนาเชือกจังหวัดมหาสารคาม และอำเภอหนองสองห้องเขตจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ของตำบลบ้านคูและตำบลบ้านดู่ ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากภัยโจรผู้ร้ายที่มีชุกชุมมาก ตำรวจไม่สามารถดูแลความสงบสุขของราษฎรได้ทั่วถึงออกตรวจได้เฉพาะตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนจะต้องกลับมานอนค้างที่ตำบลนาโพธิ์ ความเป็นอยู่ของประชาชนก้ออดอยากยากแค้นมีการย้ายถิ่นฐาน และบางบ้านออกไปหาขอทานเพราะสภาพอากาศดินฟ้าไม่อำนวย ข้าราชการไม่มีโอกาสได้พบปะกับประชาชนเลย เพราะอยู่ห่างไกลจากตัวอำเภอถึง 50 กิดลเมตร กำนันทั้ง 3 ตำบล คือ กำนันสวาสดิ์ แหลมไธสง (ตำบลนาโพธิ์) กำนันนู มั่งไธสง ( ตำบลบ้านคู ) และกำนันเกศา ประทุมตรี ( ตำบลบ้านดู่ ) ได้ปรึกษาหารือกันหาทางแก้ปัญหา จึงตกลงกันเรียกประชุมสมาชิกสภาตำบลและผู้นำหมู่บ้าน เช่น นายประวัติ วิศิษฎ์ศิลป์ ผู้ใหญ่บ้านนาโพธิ์ นายวิไล บุญมี นายพิเชียร ธานี มีมติที่ประชุมเห็นพร้อมกันให้ทำร่างแบบขอตั้งกิ่งอำเภอขึ้นโดยอาศัยข้อมูลจากสภาตำบลเป็นหลัก ได้จัดหาและจัดตั้งหน่วยงานและสถานที่ต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมดังนี้ พ.ศ.2511 จัดตั้งสถานีตำรวจภูธรประจำตำบล (เป็นสถานีตำรวจภูธรในปัจจุบัน) และสถานีอนามัยประจำตำบลขึ้น พ.ศ.2515 ย้ายโรงเรียนนาโพธิ์ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกบ้านขมิ้น (ที่ตั้งเทศบาลปัจจุบัน) มาตั้งที่หนองอีโซโดยไม่ใช้งบประมาณจากทางราชการ สร้างเสร็จในเวลา 1 เดือน ( อาคาร 4 หลัง ) ขอตั้งเขตสุขาภิบาลขึ้น ในหมู่บ้านที่เป็นเขตเทศบาลตำบลนาโพธิ์ในปัจจุบันนี้ พร้อมกับเตรียมจัดหาที่ในการตั้งกิ่งอำเภอชั่วคราว เนื้อที่ทั้งหมด 73 ไร่ 90 ตารางวา ( ในขณะนั้น ) พ.ศ.2517 ตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และตั้งโรงไฟฟ้าแบบพัฒนาโยทางหมู่บ้านจัดหาที่ดินเสาไฟฟ้าและไม้คอนสาย ส่วนทางราชการจัดหาเครื่องยนต์และเจ้าหน้าที่มาดูแลให้ พ.ศ.2520 ติดต่อขอตั้งโรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคมซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยม โดยท้องถิ่นจัดหาที่ดินในการปลูกสร้างจำนวน 45 ไร่ จัดสร้างอาคารชั่วคราวจนสำเร็จ นอกจากนี้ยังได้สร้างศาลาพ่อปู่เพื่อเป็นศูนย์รวมใจและสักการบูชา จัดงานสงกรานต์ที่ยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี จัดเป็นวันพัฒนา นำหินลูกรังมาถมถนนในหมู่บ้าน 5 ปีติดต่อกัน จนไปมาสะดวกทุกสาย แต่คุณไพฑูรย์ ประยงค์แย้ม ได้ถึงแก่กรรมเสียก่อน พ.ศ.2523 กำนันสวาสดิ์ แหลมไธสง คุณพ่อประวัติ วิศิษฎ์ศิลป์ และนายพนัส สุกลตะนาค ปลัดพัฒนาเดินทางไปติดต่อกับกระทรวงมหาดไทย โดยมีพล.ต.ต.เทพ ธีระจันทรานนท์ นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ลูกนาโพธิ์โดยกำเนิด และด.ร.อนุวัฒน์ วัมนพงษ์ศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและเทคโนโลยีซึ่งเป็นผู้แทนจังหวัดบุรีรัมย์ ช่วยประสานงานทางกระทรวงมหาดไทยและสำนักนายก ช่วยอีกแรงหนึ่ง การขอตั้งกิ่งจึงสำเร็จได้รับการอนุมัติในวันที่ 31 มีนาคม 2524 ผู้ใหญ่ประวัติได้บันทึกเอาไว้ว่า “ในการพัฒนาด้านต่างๆสำเร็จเรียบร้อยไปด้วยดีนั้น ได้อาศัยความร่วมมือจากประชาชนและบุคคลต่างๆเป็นอย่างดี โดยเฉพาะนายเรียบ บุญริน อาสาพัฒนา นายวิไล บุญมี สมาชิกสภาจังหวัด นายแสง กาวไธสง ครูโรงเรียนบ้านนาโพธิ์ ท่านพระครูสังฆภารโสภณ เจ้าคณะตำบลนาโพธิ์ และคุณหมอพิเชียร ธานี เป็นแรงช่วยสนับสนุนทุกวิถีทางเป็นที่ปรึกษา มีปัญหาเกิดขึ้นช่วยกันแก้ไขจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี บุคคลที่น่าสรรเสริญเป็นพิเศษคือ ครูแสง กาวไธสง ในตอนเด็กเดินปักหลักเขตสุขาภิบาลนั้นบังเอิญตรงกับช่วงเดือนเมษายนแดดเผาเหงื่อโชคโชนทั้งสองคนกว่าจะได้จุดหมายทั้งสี่ทิศ เหนือ ใต้ ตะวันออกและตะวันตก ต้องผจญกับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากระหายน้ำทั้งสองคนกว่าจะเรียบร้อย อีกคนคือนายเสาร์ เค้าคำ เลขากลุ่มเกษตรกร ในการหาเงินสร้างกิ่งชั่วคราวเพราะเงินกองกลางไม่มี ทั้งสองคนต้องตระเวนขอความช่วยเหลือตามวัด นักบุญผู้จำศีลทุกวัดและตามบ้านเรือนประชาชนทุกหลังคาเรือนทุกหมู่บ้านในเขตอำเภอนาโพธิ์และเขตอื่นๆที่พอจะพึ่งได้ ทั้งสองคนต้องเดินเท้าเปล่าไม่มียานพาหนะ หิวที่ไหนขอกินที่นั่น เดชะบุญเก็บเงินได้หมื่นกว่าบาทได้นำมาจัดตั้งที่ทำการชั่วคราวกิ่งอำเภอนาโพธิ์จนสำเร็จตามคำสั่งของทางจังหวัด หาไม่การตั้งกิ่งคงล่าช้ากว่านี้หรือไม่ได้เลยเพราะมีคู่แข่งคือ ก.ม.0 ตำบลทองหลาง” เกี่ยวกับสถานที่ในการตั้งกิ่ง ได้มีผู้เสนอไว้หลายแห่งเพื่อความเหมาะสม สะดวกและความเป็นไปได้ ผ่านความเห็นชอบจากหลายฝ่าย แล้วจึงมีการคัดเลือกผ่านสภาตำบลทั้ง 3 ตำบล ดังนี้ 1.โนนหนองเหล็กต้องตกไปเพราะห่างจากหมู่บ้านและทางคมนาคม 2.ทำเลป่าสงวนบ้านทุ่งบ่อ ห่างไกลหมู่บ้านก็ตกไป 3.ที่ดินสงวนไว้ติดบ้านนาโพธิ์ เนื้อที่ไม่พอก็ตกไป 4.ป่าช้าบ้านสว่างของ 3 หมู่บ้านติดโรงเรียนมัธยม ทำเลไม่เหมาะก็ตกไป 5.หนองเอี่ยน 6.โนนหนองเต่า ระหว่างหนองเอี่ยนและโนนหนองเต่า มีเสียงสนับสนุน หนองเอี่ยน 5 เสียง หนองเต่า 50 เสียง ตกลงได้ตั้งกิ่งที่โนนหนองเต่าซึ่งมีเนื้อที่ 73 ไร่ 90 ตาราว ปลัดสวัสดิ์ ศรีภา ปลัดสุขาภิบาลตำบลนาโพธิ์ ในสมัยนั้นได้ตั้งข้อสังเกตข้อคิดสนับสนุนในการเลือกโนนหนองเต่าเอาไว้ว่า “ ที่นี้เหมาะมากเพราะติดถนนใหญ่มีหนองน้ำอยู่ด้านหน้ากิ่งใสสะอาดดี ถ้าปรับปรุงด้านหน้าเป็นที่พักผ่อนของประชาชนเป็นทัศนียภาพสวยงามมาก หากขยายถนนติดต่อกับบ้านจอกและนาโพธิ์ซึ่งระยะทางใกล้ๆกัน ต่อไปความเจริญจะแผ่กว้างออกไปอีก จะทำให้กิ่งอำเภอนาโพธิ์สวยงามแต่ต้องวางผังให้เรียบร้อยน่าดู คงจะเป็นอำเภอที่ใหญ่โตในอนาคต ” สังคมไทยบ้านกับวัดเป็นของคู่กัน วัดให้การศึกษาบวชเรียน เขียน อ่านอบรมด้านคุณธรรมจริยธรรม กล่อมเกลาจิตใจให้คนในสังคมอยู่รวมกันอย่างมีความสุข เอื้อเฟื้อ โอบอ้อมอารีต่อกัน ใน ปี พ.ศ.2417 ชาวบ้านหนองอีโซได้ตั้งวัดขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้านจึงเรียกว่า วัดอาคเนย์ โดยได้นิมนต์พระครูอุต ที่เดินทางมาจากกรุงศรีอยุธยา เป็นเจ้าอาวาส ท่านอยู่ได้ 3 ปี จึงเดินทางกลับภูมิลำเนาของตน ต่อมาในปี พ.ศ.2444 หลวงศรีสมบัติซึ่งเป็นกำนันในสมัยนั้นเห็นว่า ชื่อหมู่บ้านก็เรียกว่าบ้านนาโพธิ์ตามชื่อตำบล ตนเองก็รับบรรดาศักดิ์ใหม่จากหลวงชนชนะชัยเป็นหลวงศรีสมบัติ นามวัดก็สมควรจะได้เปลี่ยนไปด้วยเพราะความเหมาะสม พระวินัยธรเถิง ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสก็เห็นยินดีด้วย จึงพร้อมใจกันขออนุญาตเปลี่ยนชื่อวัดใหม่ จาดสมเด็จพระปิยมหาราชเป็นวัดโฉมศรี ( คนเฒ่าคนแก่เล่าต่อกันมาว่า คำว่าโฉม มาจากรูปโฉมของท่านกำนันที่ลือกันว่าสง่างามนัก คำว่า ศรี เป็นชื่อภรรยาของท่านจึงตั้งชื่อวัดว่าวัดโฉมศรี ) แต่คนอีสานออกเสียง ฉ เป็น ส จึงเรียกเป็น วัดสมศรี และเรียกต่อๆกันมา จึงได้ชื่อว่า วัดสมศรี มาถึงปัจจุบัน ความเจริญทางศาสนาเมื่อท่านอาจารย์ปลัดภูฯ ได้ออกธุดงค์จากนครนายก เขาใหญ่นครราชสีมา ผ่านมาได้จำพรรษาที่วัดสมศรีเป้นครั้งแรก พร้อมน้องชายติดตามมาด้วยคือ พ่อทม พ่อป่าน พ่อเหล่า จึงได้ให้น้องชายตั้งรกรากมีครอบครัวที่นาโพธิ์ เมื่อท่านจำพรรษาอยู่ได้ไม่นานก็ได้ออกธุดงค์ไปทางเหนือ ท่านได้ประสบการณ์ทางด้านไสยศาสตร์ขลังมาก ส่วนน้องชายได้บวชและสึกออกมามีครอบครัวที่บ้านนาโพธิ์ทุกคน ท่านอาจารย์ปลัดภูฯ เคร่งทางศาสนาตลอดจนทางไสยศาสตร์ ได้สร้างกุฏิ ศาลาโรงธรรม พระอุโบสถใหญ่โตกว่าทุกวัดในเขตอำเภอพุทไธสง และเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์ ญาติโยมเคารพนับถือทำอะไรๆก็สำเร็จทุกอย่างได้บูรณะหนองน้ำตามหมู่บ้านใกล้เคียงไว้หลายแห่ง นับว่าท่านมองอนาคตใกล้เคียงได้ดีมาก ถึงหน้าฝนท่านได้นำพระภิกษุ สามเณร เด็กวัด คัดน้ำเข้าหนองและปิดกั้นคันคูเองโดยใช้ชาวบ้านไม่ต้องเดือดร้อน สมัยท่านเป็นเจ้าอาวาสมีพระภิกษุ สามเณร เด็กวัด มาศึกษาเล่าเรียนมาก มีตาเถร นางชี ชาวบ้านจำศีลห้า ศีลแปดหนาแน่น นับเป็นยุคที่พระพุทธศาสนา ในการบริหารจากพระคุณท่านเจริญมาก คนต่างถิ่นเคารพยำเกรงและกลัวด้วย ท่านมรณะทั้งที่ครองผ้าเหลือง เมื่อปี พ.ศ.2467 ชาวบ้านได้ทำบุญอุทิศ เผาศพอย่างสมเกียรติมโหฬารยิ่ง ( การเผาศพปรากฏว่าคราวแรกไม่ติดไฟ ทำอย่างไรก็ไม่ติด ต้องบรวงสรวงวิญญาณ ทำพิธีเสร็จไฟจึงติดเป็นที่น่าอัศจรรย์ ต่อหน้าคนนับหมื่นๆ ) หลังจากการเผาศพท่านแล้ว ทางหมู่บ้านได้สร้างพระธาตุบรจุอัฐิไว้หน้าพระอุโบสถ เป็นที่ระลึก ถึงเทศกาลสงกรานต์ลูกหลานได้ทำบุญก่อพระทราย 500 กอง พร้อมบังสกุลอุทิศส่วนกุศลและถวายดอกไม้สวรรค์เรียกว่าดอกจงกล เวลาเข้าพรรษาต้องนิมนต์ด้วยขันห้าขันแปดเทียนเล่มบาทเข้าพรรษา รู้สึกว่าลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุขไม่เดือดร้อนแคล้วคลาดจากภัยพิบัติต่างๆ จะไปทางใดเมื่อระลึกถึงวิญญาณท่านแล้วจะปลอดภัย เจ้าอาวาสวัดอีกรูปหนึ่งที่สมควรกล่าวถึงเป็นอย่างยิ่งในคราวการสร้างบ้านให้เป็นเมืองคือ หลวงพ่อยิ้ม ( ภายหลังได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสังฆภารโสภณเจ้าคณะอำเภอนาโพธิ์ ) เจ้าอาวาสวัดสมศรี ท่านบวชในพระพุทธศาสนาตั้งแต่วัยหนุ่มได้ธุดงค์ไปหลายจังหวัดท่านมีความสามารถ อ่านภาษเขมรได้ มีประสบการณ์ทางด้านไสยศาสตร์ เคร่งครัดในกิจทางพุทธศาสนาเป็นที่เลื่อมใสศรัทธราแก่พระพุทธศาสนิกชนทั่วไป เป็นศูนย์รวมใจในการเสียสละทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์เพื่อพัฒนาท้องถิ่น ให้การอุปถัมภ์สนับสนุนการก่อสร้างเครื่องสาธารณูปโภค เช่น โรงไฟฟ้า การประปา โรงพยาบาล สถานีตำรวจ โรงเรียนมัธยม ( โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม ) ตลอดจนย้ายโรงเรียนนาโพธิ์สถิตราษฎร์บำรุง มาตั้งที่หนองอีโซโดยไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการแม้แต่บาทเดียว การจัดหาที่ในการสร้างกิ่งอำเภอชั่วคราว ก็ได้อาศัยท่านเป็นกำลังสำคัญในการเชิญชวนให้เจ้าของที่ดินบริจาค และใช้เงินส่วนตัวจ่ายเป็นค่าชดเชยถึง 5 แปลง ในรายที่ขอค่าชดเชย นอกจากนี้ท่านยังอุปถัมภ์วัสดุ ครุภัณฑ์มาทำ |