หน้าหลัก | จังหวัดบุรีรัมย์ | ข่าวประชาสัมพันธ์ | แหล่งท่องเที่ยว | ประเพณีภูมิปัญญา | แนะนำภาพ | แนะนำร้านค้า | ลงนามถวายพระพร | ลงนามถวายพระพร | เว็บบอร์ด | ติดต่อโฆษณา
User :
Password :
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

เกาะติดประเด็นร้อน

ตำแหน่งโฆษณา
หมวด » อำเภอในจังหวัดบุรีรัมย์ » เมืองบุรีรัมย์

 

อำเภอนาโพธิ์

 

คำขวัญจังหวัด  เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม
คำขวัญอำเภอ  เหนือสุดบุรีรัมย์ วัฒนธรรมล้ำค่า ตระการตาบุญบั้งไฟ ผ้าไหมสวยนาโพธิ์
ที่อยู่ที่ว่าการอำเภอ  บ้านโพธิ์พัฒนา หมู่ที่ 13 ต.นาโพธิ์ อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์
หมายเลขโทรศัพท์  0-4468-6130
 หมายเลขโทรสาร  0-4468-6130
เว็บไซต์อำเภอ    WWW.NAPHO.COM
 
ข้อมูลทั่วไป
 
1.ประวัติความเป็นมา
อำเภอนาโพธิ์   จังหวัดบุรีรัมย์
ข้อมูลประวัติความเป็นมาของอำเภอ
คำขวัญอำเภอนาโพธิ์
"เหนือสุดบุรีรัมย์       วัฒนธรรมล้ำค่า
  ตระการตาบุญบั้งไฟ ผ้าไหมสวยนาโพธิ์"
๑.  สภาพทั่วไป
ตำแหน่งที่ตั้ง
-   อำเภอนาโพธิ์    ตั้งอยู่เหนือสุดของจังหวัดบุรีรัมย์    มีพื้นที่  255  ตารางกิโลเมตร  หรือประมาณ 159,375 ไร่  ห่างจากจังหวัดบุรีรัมย์  80 กิโลเมตร  มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดและอำเภอต่าง ๆ  ดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับ     อำเภอนาเชือก  จังหวัดมหาสารคาม และ อำเภอหนองสองห้อง  จังหวัดขอนแก่น
ทิศตะวันออก     ติดต่อกับ     อำเภอยางสีสุราช  จังหวัดมหาสารคาม
ทิศใต้และทิศตะวันตก  ติดต่อกับ     อำเภอพุทไธสง  จังหวัดบุรีรัมย์
สภาพพื้นที่และสภาพภูมิอากาศ     
- สภาพพื้นที่  เป็นที่ราบลุ่มสลับที่ดอน สภาพดินเป็นดินร่วนปนทราย คุณภาพของดินอยู่  ในเกณฑ์ต่ำ มีลำห้วยสำคัญ คือ ห้วยลำพังชู  เป็นเส้นกั้นแบ่งเขตกับอำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม    ลำห้วยนี้ไหลลงสู่แม่น้ำมูล มีลำห้วยเล็ก ๆ อีก 4 สาย  คือ   ลำห้วยขามส้ม,  ลำห้วยกอก,  ลำห้วยจอก  และ    ลำห้วยเปือย
-  สภาพภูมิอากาศ    เป็นแบบมรสุมเมืองร้อน     แบ่งเป็น  3  ฤดู    ฤดูหนาว   ฤดูร้อน  และฤดูฝน   ฤดูหนาวอากาศหนาวจัดลมแรง  ฤดูร้อนอากาศร้อนและแห้งแล้ง  ดินมีลักษณะเป็นดินปนทราย  และเป็นดินเค็มเล็กน้อยถึงระดับปานกลาง
ประชากรและอาชีพ 
-   อำเภอนาโพธิ์ มีประชากร รวมทั้งสิ้น  34,599  คน แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 ตำบล คือ ตำบลนาโพธิ์  ตำบลศรีสว่าง  ตำบลบ้านคู ตำบลบ้านดู่ และตำบลดอนกอก  มีเทศบาล  1  แห่ง  องค์การบริหารส่วนตำบล      5  แห่ง
 -  อาชีพของราษฎร  คือ การทำนา  เลี้ยงสัตว์  ทอผ้าไหม   และรับจ้างแรงงาน  พื้นที่   ในการเกษตรมีจำนวน  120,863  ไร่  เป็นเกษตรกรรมในฤดูฝน   คือ ทำนาเป็นหลัก    หมดฤดูฝนราษฎรจะอพยพแรงงานไปรับจ้างในท้องที่อื่น และกรุงเทพมหานคร
การปกครอง
      อำเภอนาโพธิ์  แบ่งการปกครองเป็น 5 ตำบล 65 หมู่บ้าน  มีประชากรจำนวน  33,355  คน  เป็นชาย  16,481  คน  เป็นหญิง 16,874 คน  มีจำนวนครัวเรือน  6,988  ครัวเรือน
การปกครองส่วนท้องถิ่น มีเทศบาล 1 แห่ง คือ เทศบาลตำบลนาโพธิ์  และมีองค์การบริหารส่วนตำบล 5 แห่ง  คือ องค์การบริหารส่วนตำบลนาโพธิ์  องค์การบริหารส่วนตำบลศรีสว่าง  องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านคู  องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดู่  และองค์การบริหารส่วนตำบลดอนกอก
ความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรม
- เทศกาลงานเจ้าพ่อปู่อำเภอนาโพธิ์  เดือน ธันวาคม  ของทุกปี
- งานเทศกาลชมผ้าไหม  ชิมส้มต่อน  สะออนเมืองนาโพธิ์ เดือน พฤศจิกายน  ของทุกปี
- ประเพณีบุญบั้งไฟ  
- ประเพณีงานสงกรานต์
- ประเพณีวันลอยกระทง

สถานที่สำคัญและแหล่งท่องเที่ยว
- ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านอำเภอนาโพธิ์  ตั้งอยู่บริเวณที่ว่าการอำเภอนาโพธิ์  หมู่ที่ 13 ตำบล    นาโพธิ์  เป็นแหล่งผลิตผ้าไหมที่มีชื่อเสียงของอำเภอนาโพธิ์  เป็นสถานที่ศึกษาดูงานและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม  อาทิเช่น ผ้าไหมคุณภาพเยี่ยม  เสื้อไหม  กระเป๋าสตางค์ไหม  เนคไทด์ไหม  ผ้าพันคอไหม         ผไ ซึ่ครงกางพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนตามพระราชดำริ  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  มีนางประคอง  ภาสะฐิติ  เป็นประธานศูนย์
- ศูนย์ศิลปาชีพทอผ้าไหม  ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  ตั้งอยู่หมู่ที่  1  ตำบลนาโพธิ์  อำเภอนาโพธิ์  เป็นแห่งผลิตผ้าไหมคุณภาพดี  โดยกลุ่มสมาชิกศูนย์ศิลปาชีพ   ส่งผ้าไหมขายให้กับมูลนิธิศูนย์ศิลปาชีพพิเศษ  สวนจิตลดา  มีนางประจวบ  จันทร์นวล  เป็นประธานศูนย์
-  พระธาตุเจดีย์วัดพระธาตุบ้านดู่   ที่อยู่ บ้านดู่  ตำบลบ้านดู่  อำเภอนาโพธิ์  จังหวัดบุรีรัมย์
-  พระธาตุวัดดอนกลาง  บ้านดอนกลาง   ตำบลบ้านคู  อำเภอนาโพธิ์  จังหวัดบุรีรัมย์
6044
ร้านอาหาร
- หลุยส์ฟาร์ม
- ครัวเตือนใจ โทร. 0  1063  0533
๒.  ประวัติความเป็นมา
มีประวัติความเป็นมาตามคำบอกเล่า  เอกสารที่เกี่ยวข้อง  และบันทึกของผู้รู้ ดังนี้
ต้นปี พ.ศ. 2416  ชาวบ้านแวงใหญ่ (ปัจจุบันคือหมู่ที่ 1  ตำบลบ้านแวง อำเภอพุทไธสง) ชื่อพ่อใหญ่เนียนและแม่ใหญ่นุ้ยสองสามีภรรยา  ได้ออกสำรวจหาทำเลที่เหมาะแก่การเพาะปลูกและตั้งบ้านเรือน  ครั้งแรกพบเนินป่าพังคี ซึ่งอยู่ใต้หนองสะแบง ในบริเวณนั้นยังมีลำห้วยเล็ก ๆไหลผ่านจึงอพยพครอบครัวพร้อมลูกหลานมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เนินป่าพังคีนั้น(ปัจจุบันคือคุ้มโศกพังคีในหมู่บ้านโนนศรีจันตำบลบ้านแวง)  ได้ทำการเพาะปลูกพืชผักเจริญงอกงามดี หน้าเดือน 11 - 12  น้ำหลาก  ไหลลงลำห้วยในละแวกนั้น ( น้ำห้วยหม่วยไหลไปตกที่ห้วยเตยใต้บ้านโนนขิงไค  ตำบลพุทไธสง ) พ่อใหญ่เนียนยังต้องการค้นหาทำเลที่เหมาะสมยิ่งกว่าเดิม  จึงพาคณะออกสำรวจทางน้ำไหลลงตามลำห้วยต่าง ๆ  บังเอิญพบลำห้วยใหญ่ชื่อว่าห้วยป่าชู้(ลำพังชู)  ซึ่งมีลำห้วยจอกไหลไปบรรจบที่ทุ่งสนามหมาหญ้า(สนามหญ้าม้าบ้านหนองหญ้ารังกา) และได้เดินตามคลองจอกดูว่ามาจากที่ใด  จนได้มาพบบึงขนาดใหญ่มีจอกไหลตามลำห้วยไป  สำรวจดูบริเวณรอบ ๆ บึงพบว่าเป็นเนินเมืองร้าง  มีครกมอง(กระเดื่องตำข้าว)  เล้าข้าว แต่มีสภาพเก่าเสาไม้ผุพังชำรุดแล้ว  บริเวณทิศใต้ของบึงมีเนินและป่า  จึงเรียกเมืองร้างนั้นว่า เมืองจอก(หรือเมืองน้อย บริวารเมืองพุทไธสงถูกเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์กวาดต้อนผู้คนไปจึงกลายเป็นเมืองร้าง)  จากนั้นได้สำรวจบริเวณรอบ ๆ เนินหมู่บ้าน  พบหนองน้ำอีกแห่งหนึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ของคลองจอก  มีเต่าหลายตัวทั้งตัวเล็กตัวใหญ่คลานขึ้นลงในหนองน้ำนั้น  น้ำในหนองก็ใสสะอาดดี  
มีคันคูและเนินรอบหนองทุกด้าน จึงเรียกว่าหนองเต่า  ตามสภาพที่เห็น  ได้เดินสำรวจต่อลงมาทางทิศใต้เรื่อย ๆ  จนมาพบหนองน้ำที่เป็นหนองตามธรรมชาติไม่มีคูคันล้อมรอบ  กลางหนองน้ำพบว่ามีโครงกระดูกช้างกองติดอยู่ตามโคลนตม  พิจารณาดูแล้วลงความเห็นว่าเป็นกองกระดูกช้างเพศเมีย  จึงเรียกชื่อหนองน้ำนี้ว่า  หนองอีโซ ( ปัจจุบันคือที่ตั้งโรงเรียนชุมชนบ้านนาโพธิ์ )  บริเวณทิศเหนือหนองน้ำมีเนินขนาดใหญ่ไม่มีผู้ใดครอบครองเป็นเจ้าของ  เหมาะที่จะปลูกสร้างบ้านเรือน สร้างหลักปักฐาน พอใจทำเลแห่งนี้มาก  ปลายปี  พ.ศ. 2416     พ่อใหญ่เนียนจึงได้อพยพครอบครัวพร้อมญาติพี่น้อง 3 - 4  ครอบครัว  ออกจากเนินป่าพังคี  มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ริมฝั่งหนองอีโซ  ด้านทิศเหนือคือคุ้มสนวน ( บ้านขนวนในปัจจุบัน ) และยังมีชาวบ้านแวงใหญ่  บ้านบัวได้อพยพตามมาอีกเป็นจำนวนมาก  ภายหลังชาวบ้านข่าที่ทราบข่าวว่าพื้นที่บ้านหนองอีโซกว้างขาวง  ก็ได้อพยพตามมาสมทบอีก  ได้พากันสร้างบ้าน แผ้วถางป่าจับจองที่ดินทำมาหากิน  มากบ้างน้อยบ้างตามกำลังของตน  โดยไม่มีใครหวงห้ามและขยายเป็นคุ้มใหญ่(บ้านนาโพธิ์ หมู่ที่ 1  ปัจจุบัน)  ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของคุ้มสนวน(ขนวน)
ต่อมาได้มีชาวบ้านส้มโฮง(เป็นหมู่บ้านหนึ่งในอำเภอยางสีสุราช  จังหวัดมหาสารคาม)  นำโดยหลวงละคร  ได้อพยพครอบครัวมาตั้งหมู่บ้านอยู่ทิศตะวันออกของคุ้มใหญ่ ซึ่งเป็นเนินป่าไม้แดงเรียกว่า  คุ้มโนนแดง  ยังมีชาวบ้านใกล้เคียงคือ บ้านหอย  บ้านดงและบ้านจิก  อพยพมาอยู่คุ้มนี้ด้วย ส่วนคุ้มหนองโกซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของคุ้มโนนแดงนั้น  หลวงพ่ออุดมซึ่งมีผู้คนเคารพนับถือมาก  พาย้ายถิ่นฐานมาจากหมู่บ้านขมิ้น (ปัจจุบันคือบ้านหูลิง ต.ขามเรียง  อ.สีสุราช จ.มหาสารคาม) เนื่องจากเกิดโรคห่า (อหิวาตกโรค) ระบาด  บ้านหนองอีโซจึงมี  4  คุ้ม  คือ  คุ้มสนวน(ขนวน)  คุ้มใหญ่  คุ้มโนนแดง  และคุ้มหนองโก
เมื่อผู้คนมาอยู่รวมกันจำนวนมากขึ้น  จึงได้ทำการเก็บกักน้ำที่หนองเต่าไว้ใช้  ไว้ดื่ม  ห้ามสัตว์พาหนะลงก่อกวนทำสกปรก  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้  ส่วนหนองที่เก็บกักน้ำไว้เลี้ยงสัตว์คือหนองอีโซ( สมัยหลวงพ่อปลัดภูเป็นเจ้าอาวาสได้ปิดกั้นคันคู 3 ด้าน คือ ทิศตะวันออก ทิศเหนือ และทิศตะวันตก )  บรรดาครอบครัวในหมู่บ้านต่าง ๆ  มีคนอพยพมาตั้งถิ่นฐานมากขึ้นเรื่อย ๆ  ชาวบ้านจึงเลือกพ่อใหญ่เนียนขึ้นเป็นผู้นำหมู่บ้าน  เรียกว่า  ตาแสง  ปกครองหมู่บ้านได้รับความร่มเย็นเป็นสุขทั่วหน้ากันต่างก็ได้หักร้างถางพง  ขยายที่ดินทำไร่  ทำนา  ตามกำลังความสามารถของตน  ข้าวปลา พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์
ต่อมาในปี พ.ศ. 2440  สมเด็จพระปิยมหาราชได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง จากจตุสดมภ์  เป็นเวียง วัง คลัง นา แบ่งงานรับผิดชอบเป็น  12  กระทรวง  แบ่งเขตการปกครองเป็น  18  มณฑล  เป็นจังหวัด  อำเภอ  ตำบล และหมู่บ้าน  ใน พ.ศ. 2444  มีเจ้านายผู้ใหญ่ได้เดินทางมาเพื่อตั้งหมู่บ้านและตำบล  ท่านเห็นว่าชื่อบ้านหนองอีโซไม่เหมาะสมที่จะตั้งเป็นชื่อตำบล  จึงดำริหาชื่อใหม่ประกอบกับ  เห็นต้นโพธิ์หลายต้นที่เจริญงอกงามแผ่กิ่งก้านสาขา  น่าร่มเย็นงามสง่าอยู่ในบริเวณที่นาที่มีความอุดมสมบูรณ์ใกล้ ๆ  หมู่บ้าน  ท่านจึงตั้งชื่อตำบลว่า  ตำบลนาโพธิ์  และให้เรียกชื่อหมู่บ้านตามนามใหม่นี้  บ้านหนองอีโซจึงถูกเรียกว่า บ้านนาโพธิ์  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา(ปัจจุบันผู้สูงอายุบางท่านยังเรียกบ้านหนองอีโซอยู่)
ส่วนผู้นำหมู่บ้านนั้น  ตาแสงเนียนได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงขันอาสา  ทำหน้าที่คล้ายกำนัน  โดยมีผู้ใหญ่น้อยแลผู้ใหญ่อิน (ขุนศรีเม้า)  ทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้าน  ผู้ที่เป็นตาแสงคนต่อมา  คือหลวงชนชนะชัย  เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยรัชกาลที่ 5  ได้ตั้งตำบลนาโพธิ์ขึ้น  จึงได้รับบรรดาศักดิ์เป็นหลวงศรีสมบัติ  นับว่าเป็นกำนันคนแรกของตำบล  โดยมีผู้ใหญ่ป้องเป็นผู้ใหญ่บ้าน  กำนันคนต่อมาคือหลวงจันชมพู  ใน  พ.ศ. 2456  ลาออกจากราชการ นายนาก เปลี่ยนไธสง เป็นสารวัตรกำนัน ได้รับคัดเลือกเป็นกำนันแทน มีนายคำหมา บุญที  ทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้าน  กำนันนากเป็นผู้มีพวกพ้องมาก เป็นที่เคารพยำเกรงของประชาชนในหมู่บ้านและละแวกใกล้เคียงพร้อมกันนี้ยังทำหน้าที่เป็นสารวัตรกำนันศึกษาด้วย  จึงได้รับเงินเดือนสูงถึง 20 บาท  ต่อมามีการยุบตำแหน่งสารวัตรศึกษาทำให้มีรายได้น้อยลง  จึงยุบหมู่บ้านคือคุ้มสนวนและคุ้มโนนแดงมารวมเป็นคุ้มเดียว  เพื่อเก็บค่าหัวจากลูกบ้านเป็นรายได้ต่อปี  กำนันนากพัฒนาปรับปรุงบริหารบ้านเมืองมาด้วยความเข้มแข็งเด็ดเดี๋ยว  ทำให้ประชาชนอยู่ดีมีความสุข  ผลงานปรากฎที่สำคัญคือการปราบโจรหล้าเป่  ที่มาปล้นสะดมชาวบ้านคอกม้า  ( อยู่ทิศตะวันออกของหมู่บ้านหนองโก  ปัจจุบันอพยพมารวมกับบ้านหนองโกหมดแล้ว ) จนโจรเตลิดหนีไป  ท่านจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนสถิตโพธิพุทไธสง  ส่วนผู้ใหญ่บ้านก็มีตำแหน่งเป็นหมื่นรองกันลงไป  ในสมัยนั้นไม่มีการเกษียณอายุราชการท่านจึงถูกปลดออกเมื่ออายุ  70  ปี  ได้แต่งตั้งนายสิงห์  เลื่อนไธสง  เป็นกำนันแทน  เมื่อเสียชีวิตแล้วจึงได้แต่งตั้งนายสวาสดิ์   แหลมไธสง ( ก้อน  ทองถม )  เป็นกำนันเมื่อพ้นจากตำแหน่ง  นายทองเพชร  แก้วบุดศา  ผู้ใหญ่บ้านขมิ้น  จึงได้รับแต่งตั้งเป็นกำนันแทนจนถึงปัจจุบัน  ส่วนผู้ใหญ่บ้านต่อจากนายคำเหมา  บุญที  ก็คือนายประวัติ  วิศิษฎ์ศิลป์ ( นายตุ้มทอง  จีนไธสง ) นายวิไล  บุญมี  นายประกิจ  ภาสะฐิติ  นายบรรยงค์  ตั้งสมบูรณ์  นางประคอง  ภาสะฐิติ  และนายอมร  เลไธสง  ในปัจจุบัน
ตำบลนาโพธิ์เป็นตำบลที่มีผู้นำเข้มแข็งและมีชื่อเสียงในการพัฒนามาตลอด  โดยเฉพาะในสมัยกำนันขุนสถิตโพธิพุทไธสงได้พัฒนาหมู่บ้านจนมีชื่อเสียงเป็นกำนันชั้นหนึ่งของจังหวัดบุรีรัมย์  ในการพัฒนาบ้านให้เป้นเมืองจึงได้เริ่มมาเรื่อยๆ  สมัยกำนันสิงห์  เลื่อนไธสง  นายประวัติ  วิศิษฎ์ศิลป์  เป็นผู้ใหญ่บ้าน  ด้วยวิสัยทัศน์และเลือดนักปกครองที่มีอยู่ในตัวและรู้จักกับบุคคลหลายวงการ  จึงเป็นผู้นำความเจริญมาสู่ตำบลนาโพธิ์  ได้ของบประมาณมาสร้างฝายน้ำล้นเพื่อการเกษตร  หาอาชีพเสริมนอกฤดูทำนาเช่นการปลูก ปอ  การทอผ้ากี่กระตุก  สมัยจอมพลถนอม  กิติขจร  เป็นนายกรัฐมนตรี  คุณไพฑูรย์  ประยงค์ยิ้ม  ซึ่งเป็นผู้ตรวจการสำนักนายกรัฐมนตรีให้ความสนใจบ้านนาโพธิ์เป็นพิเศษ  เคยมาบ้านนาโพธิ์หลายครั้งเห็นความพร้อมเพรียง  สามัคคีในการพัฒนาทุกด้านได้ผลอย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะท่านสนใจการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม  การทอผ้า   ที่ผู้ใหญ่ประวัติ  ได้นำชาวบ้านทำอยู่  ได้เข้ามาเยี่ยมเยือนพบปะเพื่อซักถามปัญหาอุปสรรคต่างๆพร้อมกับหาแนวทางแก้ไขและช่วยเหลือทุกวิถีทาง  เช่นการจัดผ้าป่านำเที่ยวเพื่อพาเศรษฐีจากกรุงเทพ ฯ  มาซื้อผ้าไหมที่บ้านนาโพธิ์  หรือหาตลาดที่กรุงเทพ ฯ เพื่อส่งผ้าไปขายจนชาวบ้านทอออกมาแทบไม่ทัน  เพราะได้รับการสนับสนุนจากชาวกรุงเทพ ฯ เป็นอย่างดียิ่ง  ครั้งล่าสุดท่านกำชับให้ชาวนาโพธิ์พยายามพัฒนาหมู่บ้านให้เจริญ  แล้วตั้งเป็นเขตสุขาภิบาลขึ้น  พร้อมกันนี้ท่านได้กำชับนายอำเภอพุทไธสงให้ช่วยดูแล  และรับปากจะเป็นผู้ประสานงานทางหน่วยเหนือให้  เพื่อที่จะตั้งเป็นกิ่งอำเภอต่อไป  จึงให้ผู้นำสมัยนั้นคือกำนันสวาสดิ์  แหลมไธสง  คุณพ่อประวัติ  วิศิษฎฺศิลป์  ท่านพระครูสังฆภาร  และชาวบ้านทุกคน  ตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาหมู่บ้าน  ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ  อุทิศกำลังกาย  จิตใจ  กำลังทรัพย์ในการพัฒนาจนได้รับโล่พัฒนาตำบลดีเด่นจากกระทรวง  มหาดไทย  เมื่อ  พ.ศ.2517  จากนายธานินทร์  กรัยวิเชียร  นายกรัฐมนตรี
สภาพปัญหา  อำเภอพุทไธสงมีอาณาเขตกว้างขวางการคมนาคมและการติดต่อราชการเป็นไปด้วยความลำบากเพราะใช้วิธีเดินเท้า โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ทิศเหนือสุดตรงรอยต่อระหว่างอำเภอพุทไธสง  กับอำเภอนาเชือกจังหวัดมหาสารคาม  และอำเภอหนองสองห้องเขตจังหวัดขอนแก่น  ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ของตำบลบ้านคูและตำบลบ้านดู่  ประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากภัยโจรผู้ร้ายที่มีชุกชุมมาก  ตำรวจไม่สามารถดูแลความสงบสุขของราษฎรได้ทั่วถึงออกตรวจได้เฉพาะตอนกลางวัน  ส่วนตอนกลางคืนจะต้องกลับมานอนค้างที่ตำบลนาโพธิ์  ความเป็นอยู่ของประชาชนก้ออดอยากยากแค้นมีการย้ายถิ่นฐาน  และบางบ้านออกไปหาขอทานเพราะสภาพอากาศดินฟ้าไม่อำนวย  ข้าราชการไม่มีโอกาสได้พบปะกับประชาชนเลย  เพราะอยู่ห่างไกลจากตัวอำเภอถึง 50 กิดลเมตร กำนันทั้ง 3 ตำบล คือ กำนันสวาสดิ์  แหลมไธสง (ตำบลนาโพธิ์)  กำนันนู  มั่งไธสง ( ตำบลบ้านคู ) และกำนันเกศา  ประทุมตรี ( ตำบลบ้านดู่ ) ได้ปรึกษาหารือกันหาทางแก้ปัญหา  จึงตกลงกันเรียกประชุมสมาชิกสภาตำบลและผู้นำหมู่บ้าน  เช่น  นายประวัติ  วิศิษฎ์ศิลป์  ผู้ใหญ่บ้านนาโพธิ์  นายวิไล  บุญมี  นายพิเชียร  ธานี  มีมติที่ประชุมเห็นพร้อมกันให้ทำร่างแบบขอตั้งกิ่งอำเภอขึ้นโดยอาศัยข้อมูลจากสภาตำบลเป็นหลัก
ได้จัดหาและจัดตั้งหน่วยงานและสถานที่ต่างๆ  เพื่อเตรียมความพร้อมดังนี้
พ.ศ.2511  จัดตั้งสถานีตำรวจภูธรประจำตำบล  (เป็นสถานีตำรวจภูธรในปัจจุบัน)  และสถานีอนามัยประจำตำบลขึ้น
พ.ศ.2515  ย้ายโรงเรียนนาโพธิ์  ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกบ้านขมิ้น (ที่ตั้งเทศบาลปัจจุบัน) มาตั้งที่หนองอีโซโดยไม่ใช้งบประมาณจากทางราชการ  สร้างเสร็จในเวลา  1  เดือน ( อาคาร 4 หลัง )
ขอตั้งเขตสุขาภิบาลขึ้น ในหมู่บ้านที่เป็นเขตเทศบาลตำบลนาโพธิ์ในปัจจุบันนี้  พร้อมกับเตรียมจัดหาที่ในการตั้งกิ่งอำเภอชั่วคราว  เนื้อที่ทั้งหมด  73  ไร่  90  ตารางวา  ( ในขณะนั้น )
พ.ศ.2517  ตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก  และตั้งโรงไฟฟ้าแบบพัฒนาโยทางหมู่บ้านจัดหาที่ดินเสาไฟฟ้าและไม้คอนสาย  ส่วนทางราชการจัดหาเครื่องยนต์และเจ้าหน้าที่มาดูแลให้
พ.ศ.2520  ติดต่อขอตั้งโรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคมซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยม  โดยท้องถิ่นจัดหาที่ดินในการปลูกสร้างจำนวน  45  ไร่  จัดสร้างอาคารชั่วคราวจนสำเร็จ  นอกจากนี้ยังได้สร้างศาลาพ่อปู่เพื่อเป็นศูนย์รวมใจและสักการบูชา  จัดงานสงกรานต์ที่ยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี  จัดเป็นวันพัฒนา  นำหินลูกรังมาถมถนนในหมู่บ้าน  5  ปีติดต่อกัน  จนไปมาสะดวกทุกสาย  แต่คุณไพฑูรย์  ประยงค์แย้ม  ได้ถึงแก่กรรมเสียก่อน
พ.ศ.2523  กำนันสวาสดิ์  แหลมไธสง  คุณพ่อประวัติ  วิศิษฎ์ศิลป์  และนายพนัส  สุกลตะนาค  ปลัดพัฒนาเดินทางไปติดต่อกับกระทรวงมหาดไทย  โดยมีพล.ต.ต.เทพ  ธีระจันทรานนท์  นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ลูกนาโพธิ์โดยกำเนิด  และด.ร.อนุวัฒน์   วัมนพงษ์ศิริ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและเทคโนโลยีซึ่งเป็นผู้แทนจังหวัดบุรีรัมย์  ช่วยประสานงานทางกระทรวงมหาดไทยและสำนักนายก  ช่วยอีกแรงหนึ่ง  การขอตั้งกิ่งจึงสำเร็จได้รับการอนุมัติในวันที่  31  มีนาคม  2524
ผู้ใหญ่ประวัติได้บันทึกเอาไว้ว่า  “ในการพัฒนาด้านต่างๆสำเร็จเรียบร้อยไปด้วยดีนั้น  ได้อาศัยความร่วมมือจากประชาชนและบุคคลต่างๆเป็นอย่างดี  โดยเฉพาะนายเรียบ  บุญริน  อาสาพัฒนา  นายวิไล  บุญมี สมาชิกสภาจังหวัด  นายแสง  กาวไธสง  ครูโรงเรียนบ้านนาโพธิ์  ท่านพระครูสังฆภารโสภณ 
 เจ้าคณะตำบลนาโพธิ์  และคุณหมอพิเชียร  ธานี  เป็นแรงช่วยสนับสนุนทุกวิถีทางเป็นที่ปรึกษา  มีปัญหาเกิดขึ้นช่วยกันแก้ไขจนสำเร็จลุล่วงด้วยดี  บุคคลที่น่าสรรเสริญเป็นพิเศษคือ  ครูแสง  กาวไธสง  ในตอนเด็กเดินปักหลักเขตสุขาภิบาลนั้นบังเอิญตรงกับช่วงเดือนเมษายนแดดเผาเหงื่อโชคโชนทั้งสองคนกว่าจะได้จุดหมายทั้งสี่ทิศ  เหนือ  ใต้  ตะวันออกและตะวันตก  ต้องผจญกับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากระหายน้ำทั้งสองคนกว่าจะเรียบร้อย  อีกคนคือนายเสาร์  เค้าคำ  เลขากลุ่มเกษตรกร  ในการหาเงินสร้างกิ่งชั่วคราวเพราะเงินกองกลางไม่มี  ทั้งสองคนต้องตระเวนขอความช่วยเหลือตามวัด  นักบุญผู้จำศีลทุกวัดและตามบ้านเรือนประชาชนทุกหลังคาเรือนทุกหมู่บ้านในเขตอำเภอนาโพธิ์และเขตอื่นๆที่พอจะพึ่งได้  ทั้งสองคนต้องเดินเท้าเปล่าไม่มียานพาหนะ  หิวที่ไหนขอกินที่นั่น  เดชะบุญเก็บเงินได้หมื่นกว่าบาทได้นำมาจัดตั้งที่ทำการชั่วคราวกิ่งอำเภอนาโพธิ์จนสำเร็จตามคำสั่งของทางจังหวัด  หาไม่การตั้งกิ่งคงล่าช้ากว่านี้หรือไม่ได้เลยเพราะมีคู่แข่งคือ  ก.ม.0  ตำบลทองหลาง”
เกี่ยวกับสถานที่ในการตั้งกิ่ง  ได้มีผู้เสนอไว้หลายแห่งเพื่อความเหมาะสม  สะดวกและความเป็นไปได้  ผ่านความเห็นชอบจากหลายฝ่าย  แล้วจึงมีการคัดเลือกผ่านสภาตำบลทั้ง  3 ตำบล  ดังนี้
1.โนนหนองเหล็กต้องตกไปเพราะห่างจากหมู่บ้านและทางคมนาคม
2.ทำเลป่าสงวนบ้านทุ่งบ่อ  ห่างไกลหมู่บ้านก็ตกไป
3.ที่ดินสงวนไว้ติดบ้านนาโพธิ์  เนื้อที่ไม่พอก็ตกไป
4.ป่าช้าบ้านสว่างของ  3  หมู่บ้านติดโรงเรียนมัธยม  ทำเลไม่เหมาะก็ตกไป
5.หนองเอี่ยน
6.โนนหนองเต่า
ระหว่างหนองเอี่ยนและโนนหนองเต่า  มีเสียงสนับสนุน  หนองเอี่ยน  5  เสียง  หนองเต่า  50  เสียง  ตกลงได้ตั้งกิ่งที่โนนหนองเต่าซึ่งมีเนื้อที่  73  ไร่  90  ตาราว
ปลัดสวัสดิ์  ศรีภา  ปลัดสุขาภิบาลตำบลนาโพธิ์  ในสมัยนั้นได้ตั้งข้อสังเกตข้อคิดสนับสนุนในการเลือกโนนหนองเต่าเอาไว้ว่า  “  ที่นี้เหมาะมากเพราะติดถนนใหญ่มีหนองน้ำอยู่ด้านหน้ากิ่งใสสะอาดดี  ถ้าปรับปรุงด้านหน้าเป็นที่พักผ่อนของประชาชนเป็นทัศนียภาพสวยงามมาก  หากขยายถนนติดต่อกับบ้านจอกและนาโพธิ์ซึ่งระยะทางใกล้ๆกัน  ต่อไปความเจริญจะแผ่กว้างออกไปอีก  จะทำให้กิ่งอำเภอนาโพธิ์สวยงามแต่ต้องวางผังให้เรียบร้อยน่าดู  คงจะเป็นอำเภอที่ใหญ่โตในอนาคต  ”
สังคมไทยบ้านกับวัดเป็นของคู่กัน  วัดให้การศึกษาบวชเรียน  เขียน  อ่านอบรมด้านคุณธรรมจริยธรรม  กล่อมเกลาจิตใจให้คนในสังคมอยู่รวมกันอย่างมีความสุข  เอื้อเฟื้อ  โอบอ้อมอารีต่อกัน  ใน ปี พ.ศ.2417  ชาวบ้านหนองอีโซได้ตั้งวัดขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของหมู่บ้านจึงเรียกว่า  วัดอาคเนย์  โดยได้นิมนต์พระครูอุต  ที่เดินทางมาจากกรุงศรีอยุธยา  เป็นเจ้าอาวาส  ท่านอยู่ได้  3  ปี  จึงเดินทางกลับภูมิลำเนาของตน  ต่อมาในปี  พ.ศ.2444  หลวงศรีสมบัติซึ่งเป็นกำนันในสมัยนั้นเห็นว่า  ชื่อหมู่บ้านก็เรียกว่าบ้านนาโพธิ์ตามชื่อตำบล  ตนเองก็รับบรรดาศักดิ์ใหม่จากหลวงชนชนะชัยเป็นหลวงศรีสมบัติ  นามวัดก็สมควรจะได้เปลี่ยนไปด้วยเพราะความเหมาะสม  พระวินัยธรเถิง  ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสก็เห็นยินดีด้วย  จึงพร้อมใจกันขออนุญาตเปลี่ยนชื่อวัดใหม่  จาดสมเด็จพระปิยมหาราชเป็นวัดโฉมศรี ( คนเฒ่าคนแก่เล่าต่อกันมาว่า คำว่าโฉม  มาจากรูปโฉมของท่านกำนันที่ลือกันว่าสง่างามนัก  คำว่า  ศรี  เป็นชื่อภรรยาของท่านจึงตั้งชื่อวัดว่าวัดโฉมศรี )  แต่คนอีสานออกเสียง  ฉ  เป็น  ส  จึงเรียกเป็น  วัดสมศรี  และเรียกต่อๆกันมา  จึงได้ชื่อว่า  วัดสมศรี  มาถึงปัจจุบัน
ความเจริญทางศาสนาเมื่อท่านอาจารย์ปลัดภูฯ  ได้ออกธุดงค์จากนครนายก  เขาใหญ่นครราชสีมา  ผ่านมาได้จำพรรษาที่วัดสมศรีเป้นครั้งแรก  พร้อมน้องชายติดตามมาด้วยคือ  พ่อทม  พ่อป่าน  พ่อเหล่า  จึงได้ให้น้องชายตั้งรกรากมีครอบครัวที่นาโพธิ์  เมื่อท่านจำพรรษาอยู่ได้ไม่นานก็ได้ออกธุดงค์ไปทางเหนือ  ท่านได้ประสบการณ์ทางด้านไสยศาสตร์ขลังมาก  ส่วนน้องชายได้บวชและสึกออกมามีครอบครัวที่บ้านนาโพธิ์ทุกคน  ท่านอาจารย์ปลัดภูฯ  เคร่งทางศาสนาตลอดจนทางไสยศาสตร์  ได้สร้างกุฏิ  ศาลาโรงธรรม  พระอุโบสถใหญ่โตกว่าทุกวัดในเขตอำเภอพุทไธสง  และเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์  ญาติโยมเคารพนับถือทำอะไรๆก็สำเร็จทุกอย่างได้บูรณะหนองน้ำตามหมู่บ้านใกล้เคียงไว้หลายแห่ง  นับว่าท่านมองอนาคตใกล้เคียงได้ดีมาก  ถึงหน้าฝนท่านได้นำพระภิกษุ  สามเณร  เด็กวัด  คัดน้ำเข้าหนองและปิดกั้นคันคูเองโดยใช้ชาวบ้านไม่ต้องเดือดร้อน  สมัยท่านเป็นเจ้าอาวาสมีพระภิกษุ  สามเณร  เด็กวัด  มาศึกษาเล่าเรียนมาก  มีตาเถร  นางชี  ชาวบ้านจำศีลห้า  ศีลแปดหนาแน่น  นับเป็นยุคที่พระพุทธศาสนา  ในการบริหารจากพระคุณท่านเจริญมาก  คนต่างถิ่นเคารพยำเกรงและกลัวด้วย  ท่านมรณะทั้งที่ครองผ้าเหลือง  เมื่อปี  พ.ศ.2467  ชาวบ้านได้ทำบุญอุทิศ  เผาศพอย่างสมเกียรติมโหฬารยิ่ง  ( การเผาศพปรากฏว่าคราวแรกไม่ติดไฟ  ทำอย่างไรก็ไม่ติด  ต้องบรวงสรวงวิญญาณ  ทำพิธีเสร็จไฟจึงติดเป็นที่น่าอัศจรรย์  ต่อหน้าคนนับหมื่นๆ )
หลังจากการเผาศพท่านแล้ว  ทางหมู่บ้านได้สร้างพระธาตุบรจุอัฐิไว้หน้าพระอุโบสถ  เป็นที่ระลึก  ถึงเทศกาลสงกรานต์ลูกหลานได้ทำบุญก่อพระทราย  500 กอง  พร้อมบังสกุลอุทิศส่วนกุศลและถวายดอกไม้สวรรค์เรียกว่าดอกจงกล  เวลาเข้าพรรษาต้องนิมนต์ด้วยขันห้าขันแปดเทียนเล่มบาทเข้าพรรษา  รู้สึกว่าลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุขไม่เดือดร้อนแคล้วคลาดจากภัยพิบัติต่างๆ  จะไปทางใดเมื่อระลึกถึงวิญญาณท่านแล้วจะปลอดภัย
เจ้าอาวาสวัดอีกรูปหนึ่งที่สมควรกล่าวถึงเป็นอย่างยิ่งในคราวการสร้างบ้านให้เป็นเมืองคือ  หลวงพ่อยิ้ม ( ภายหลังได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูสังฆภารโสภณเจ้าคณะอำเภอนาโพธิ์ )  เจ้าอาวาสวัดสมศรี  ท่านบวชในพระพุทธศาสนาตั้งแต่วัยหนุ่มได้ธุดงค์ไปหลายจังหวัดท่านมีความสามารถ  อ่านภาษเขมรได้  มีประสบการณ์ทางด้านไสยศาสตร์  เคร่งครัดในกิจทางพุทธศาสนาเป็นที่เลื่อมใสศรัทธราแก่พระพุทธศาสนิกชนทั่วไป  เป็นศูนย์รวมใจในการเสียสละทั้งกำลังกาย  กำลังทรัพย์เพื่อพัฒนาท้องถิ่น  ให้การอุปถัมภ์สนับสนุนการก่อสร้างเครื่องสาธารณูปโภค  เช่น  โรงไฟฟ้า  การประปา  โรงพยาบาล  สถานีตำรวจ  โรงเรียนมัธยม      ( โรงเรียนนาโพธิ์พิทยาคม )  ตลอดจนย้ายโรงเรียนนาโพธิ์สถิตราษฎร์บำรุง  มาตั้งที่หนองอีโซโดยไม่ได้ใช้งบประมาณของทางราชการแม้แต่บาทเดียว  การจัดหาที่ในการสร้างกิ่งอำเภอชั่วคราว  ก็ได้อาศัยท่านเป็นกำลังสำคัญในการเชิญชวนให้เจ้าของที่ดินบริจาค  และใช้เงินส่วนตัวจ่ายเป็นค่าชดเชยถึง  5  แปลง  ในรายที่ขอค่าชดเชย  นอกจากนี้ท่านยังอุปถัมภ์วัสดุ  ครุภัณฑ์มาทำ

 

 

บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้ อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆที่ทีมงานคิดว่ามีประโยชน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดความบันเทิง และให้ความรู้ โดยเราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ E-mail crm_buriramguideแอดhotmail.co.th ทีมงานจะนำบทความนั้นๆออกทันทีี

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอข้อมูลกับบุรีรัมย์ไกด์ดอทคอมและบุรีรัมย์ไทม์ด้วยวิธีง่ายๆ
เพียงส่งรูปภาพหรือข้อมูลข่าวสารกิจกรรมที่ท่านมีเกี่ยวกับบทความเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ มาให้เราที่ buriramguideแอดhotmail.co.th ทางทีมงานจะนำรูปภาพและบทความของท่านมาปรับปรุงข้อมูลและลงชื่อท่านเพื่อเป็นเกียรติค่ะ
เขียนเมื่อ : 22 พ.ค. 2553,16:57   เข้าชม : 3800 ครั้ง

อำเภอในจังหวัดบุรีรัมย์ » เมืองบุรีรัมย์อื่นๆที่น่าสนใจ
อำเภอนาโพธิ์
อำเภอนาโพธิ์ ตั้งอยู่เหนือสุดของจังหวัดบุรีรัมย์ มีพื้นที่ 255 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 159,375 ไร่ ห่างจากจังหวัดบุรีรัมย์ 80 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดและอำเภอต่าง ๆ ดังนี้
อำเภอเมืองบุรีรัมย์
อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ จัดตั้งเมื่อ พ.ศ.2438 ประวัติความเป็นมากล่าวโดยสรุปย่อ จากจดหมายเหตุประชุมพงสาวดาร ที่ 7 กล่าวว่าใน
แผนที่อำเภอเมิองบุรีรัมย์
แผนที่อำเภอเมิองบุรีรัมย์
ข้อมูลทั่วไปอำเภอเมืองบุรีรัมย์
ข้อมูลทั่วไปอำเภอเมืองบุรีรัมย์
หัวข้อ : อำเภอนาโพธิ์
ความคิดเห็นที่ 1 โพสเมื่อ : 19 ก.ย. 2553,12:28 น.

ฟ้าใส

ผ้าไหมสวยมาก
แสดงความคิดเห็น เรื่อง : อำเภอนาโพธิ์
 

Satiti.com ฟรีสถิติ โค้ดสถิติ สถิติเว็บไซต์ ตัวอย่างสถิติ เว็บสถิติ จัดอันดับเว็บไซต์ ฟรีบริการเก็บสถิติเว็บไซต์
สำนักงานบุรีรัมย์ไกด์ 67 หมู่ที่ 9 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ 31000
Graphic designed By :: buriramguide © 2008 สงวนลิขสิทธิ์ | E-Mail crm_buriramguideแอดhotmail.co.th