|
สถาบันพระมหากษัตริย์กับพระพุทธปฏิมา
หมวด ก. ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับพระพุทธศาสนา
ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับการสร้างพระพุทธรูป เป็นสิ่งที่คู่กันมาตั้งแต่ครั้งพระเจ้าปเสนทิแห่งแคว้นโกศล และพระเจ้าอุ- เทนแห่งนครโกสัมพี สร้างพระ พุทธรูปด้วยแก่นจันทน์และทองคำ ถือเป็นพระพุทธรูปสององค์แรกของพระตถาคตที่ สร้างขึ้นในชมพูทวีป ซึ่งจะเห็นได้ว่าในบริบทของการสร้างพระพุทธรูปนั้น พระมหากษัตริย์ เป็นองค์อุปถัมภ์ที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นแว่นแคว้นใด ประเทศใด หรือยุคสมัยใด ตราบที่ พระองค์ทรงนับถือพุทธศาสนา การสร้างพระพุทธรูปถือเป็นพระกรณียกิจที่สำคัญและ เป็นแบบธรรมเนียมให้ปฏิบัติสืบทอดกันมา ดังจะเห็นได้จากจารึกของอินเดีย วรรณกรรม ของลังกา บทประพันธ์ของจีน ญี่ปุ่น และไทย
จนอาจกล่าวได้ว่า เมื่อใดที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเอกอัครอุปถัมภกของพุทธศาสนา ก็จะมีการ สร้างพระพุทธรูปเป็นจำนวนมาก เช่น ในช่วงรัชสมัยพญาติโลกราชถึงพญาแก้ว (พ.ศ. ๑๙๘๕ – ๒๐๖๘ / ค.ศ. 1441 – 1525) ปกครองอาณาจักรล้านนา หรือในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๓๖๗ – ๒๓๙๔ / ค.ศ. 1824 – 1851) สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๓๙๔ – ๒๔๑๑ / ค.ศ. 1851 – 1868) ปกครองกรุงรัตนโกสินทร์ และโดยเฉพาะในรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคสมัย ที่มีการสร้างพระพุทธรูปมากมายที่สุด และมีความหลากหลายกว่าสมัยอื่นๆ ในอดีตของไทย เพราะฉะนั้น เมื่อกล่าวถึงพระพุทธรูปที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ หรือมีความเป็นเลิศในด้านสุนทรียภาพ ก็ต้องอ้างถึงพระนามของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงสร้างพระพุทธรูปองค์นั้นขึ้นมา หรือที่สร้างในรัชกาลของพระองค์ ทั้งนี้เพราะในอดีตพระมหากษัตริย์เท่านั้นที่มีพระราชอำนาจ และพระ ราชทรัพย์เพียงพอที่จะสร้างพระพุทธรูปด้วยวัสดุที่หายาก มีค่า และมีขนาดใหญ่ได้ จึงไม่เป็นที่แปลกใจว่า ตำนานพระพุทธรูปจะมีสำนวนที่ไม่ต่างไปจากพระราชพงศาวดาร ที่เน้นการสร้างบุญสร้างกุศลด้วยการ สร้างพระพุทธรูปและพระอาราม รวมทั้งเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการแย่งชิงพระพุทธรูปสำคัญอีกด้วย แต่ที่พิเศษกว่าทุกประเทศและวัฒนธรรมอื่นๆ ที่นับถือพุทธศาสนา คือ ประเทศไทยเป็นประเทศ เดียวที่ยกย่องพระมหากษัตริย์เฉกเช่นพระพุทธเจ้า ดังที่มีพระพุทธพจนภาษิตว่า
เทฺวเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา โลเก อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ พหุชนหิตาย พหุชน- สุขาย พหุโน ชนสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ความว่า ภิกษุทั้งหลาย สองบุคคลนี้เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์สุขแห่งชนเป็นอันมาก เพื่อความต้องการ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสำราญ แห่งชนเป็นอันมาก ทั้งเทวดาและมนุษย์, สองบุคคลนี้ คือพระตถาคตสัมพุทธเจ้า ๑ พระราชา จักรพรรดิ์ ๑ ดังนี้ (วชิรญาณวงศ์ ๒๔๙๓, ๔๒ – ๔๓)
พระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างขึ้นเพื่องานพระราชพิธี
ในหนังสือเรื่อง พระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๒๔๙๖) ได้พระราชทานรายละเอียดเกี่ยวกับความเป็นมาและความสำคัญของ พระราชพิธี รวมทั้งประวัติของพระพุทธรูปที่เกี่ยวเนื่องไว้อย่างถี่ถ้วน ทั้งพระราชพิธีที่เลิกไปแล้ว และที่ ยังกระทำกันในรัชสมัยของพระองค์ ซึ่งพระราชพิธีส่วนใหญ่ที่กล่าวถึงในหนังสือ พระราชพิธีสิบสองเดือน ก็เลิกลาขาดช่วงไปเกือบหมดแล้ว ฉะนั้นจึงจะกล่าวเฉพาะพระราชพิธีที่ยังปฏิบัติสืบต่อกันมาจน ปัจจุบัน
ตอนที่ ๑ พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา เป็นพระราชพิธีที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ สำคัญที่สุดรองลงมาจาก พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพราะเป็นพระราชพิธีที่ “ระงับยุคเข็ญของบ้านเมือง” (เรื่องเดียวกัน, ๒๒๒)
สาระสำคัญของพระราชพิธีนี้ คือการปลูกฝังความรู้สึกจงรักภักดีต่อพระ มหากษัตริย์ โดยผ่านพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดื่มน้ำแช่ศัตราวุธที่ พราหมณ์พิธีและพระสงฆ์ได้เตรียมไว้ พร้อมทั้งคำประกาศสาปแช่งให้ข้าทูล ละอองฝ่ายในและฝ่ายหน้าผู้เข้าร่วมพิธี ที่คิดคดทรยศต่อพระมหากษัตริย์ ประสบกับความหายนะ และคำอำนวยพรให้ผู้ที่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ประสบความเจริญ (ธัญญ์พิชา ๒๕๕๐, ๑๕๓)
ข้าราชการจะดื่มน้ำที่แทงด้วยพระแสงราชศัสตรา ๑๓ องค์ ประกอบกับการอ่านประกาศโองการ แช่งน้ำ สาบานตนแสดงความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ กระทำสืบต่อกันมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ประกอบพิธีในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เฉพาะพระพักตร์พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)
๑.๑ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต)
พระรัตนปัญญาเถระ กล่าวถึงตำนานของการสร้างพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรไว้ในเรื่องของ พระรัตนปฎิมา หรือพระแก้วมรกต (ดูรูปที่ ๓.๖ ก.) ในหนังสือ ชินกาลมาลีปกรณ์ โดยเกริ่นนำว่า
ศาสนาจักรุ่งเรืองได้ด้วยรูปจำลองของพระพุทธโดยแท้
(รัตนปัญญาเถระ ๒๕๐๑, ๑๑๕)
พระเถระนาคเสนแห่งเมืองปาตลีบุตรในประเทศอินเดีย จึงจำลองพระพุทธรูปขึ้นมาด้วยฤทธิ์และ มนตร์ โดยมีวิสสุกรรมเทวบุตร แปลงตัวเป็นช่างทำรูป ได้พุทธปฏิมาองค์หนึ่ง สูง ๑ ศอก กับ ๑ นิ้ว ส่วนพระเถระนาคเสนนั้นได้
อธิฐานอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ๗ องค์เข้าไปในองค์พระรตนปฏิมา องค์ที่ ๑ อยู่ที่พระเมาลี องค์ ๑ อยู่ที่พระนลาต องค์ ๑ อยู่ที่พระอุระ ๒ องค์อยู่ที่ พระหัตถ์ทั้งสอง และอีก ๒ องค์อยู่ที่พระชานุ (เข่า) ทั้งสอง พร้อมกับคำ อธิษฐาน (เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน)
พระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างขึ้นเพื่อเป็นพระเกียรติยศและ ฉลองพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา
พระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างเพื่อเป็นสิริมงคลและเป็นพระเกียรติยศของพระองค์ ที่สำคัญได้แก่ พระพุทธปฏิมาทรงเครื่องฉลองพระองค์
ตอนที่ ๕ พระพุทธปฏิมาที่สร้างขึ้นแทนองค์พระมหากษัตริย์ และพระราชวงศ์
พระพุทธปฏิมาทรงเครื่องฉลองพระองค์
อาจจะกล่าวได้ว่า พระพุทธรูปทรงเครื่องฉลองพระองค์ที่พระมหากษัตริย์สามพระองค์แรกของ กรุงรัตนโกสินทร์ทรงสร้างขึ้นด้วยพระราชศรัทธาในพระบวรศาสนานั้น เป็นพระพุทธรูปที่สะท้อนให้เห็น ค่านิยมของคณะสยามนิกายซึ่งเป็นนิกายที่สืบทอดมาจากคณะกัมโพชสงฆ์ปักขะที่ในปัจจุบันเรียกว่าคณะ มหานิกายได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด เพราะพุทธศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์ได้รวมเข้าเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน โดยไม่สามารถที่จะแยกออกจากกันได้ อันเห็นได้จากที่พระพุทธรูปคือพระมหากษัตริย์ และ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระพุทธเจ้า และจากการที่คณะสยามนิกายนิยมสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องฉลอง พระองค์ของพระจักรพรรดิราช ตามที่กล่าวถึงใน มหาชมพูปติสูตร จาก พระสุตตันตปิฎก ลักขณสูตรทีฆนิกาย (สุชีพ ๒๕๓๕, ๓๖๑) และใน เอกปุคคลปาสิ อังคุตตรนิกาย ในพระไตรปิฎกที่กล่าวว่า ทั้งพระพุทธเจ้า และพระจักรพรรดิราช ต่างก็เป็นอัจฉริยมนุษย์ ประสูติขึ้นมาเพื่อประโยชน์สุขของ มวลมนุษย์ชาติเช่นกัน (เรื่องเดียวกัน, ๔๙๓) และตามที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสให้ พระศรีสุนทรโวหาร เจ้ากรมอาลักษณ์ เรียบเรียงประวัติของพระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัยในปี พ.ศ. ๒๔๐๔ (ค.ศ. 1861) และทรงแทรกเรื่องราวของการสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่อง ฉลองพระองค์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สมเด็จพระบรมอัยกาธิ-ราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมเด็จพระบรมชนกนาถ และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช ทรงสร้างขึ้นว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สมเด็จพระบรมอัยกาธิราช ทรงดำเนินตามประเพณีในราชตระกูลว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและกรมพระราชวังบวร ต้องสร้างพระพุทธรูปฉลองพระองค์เป็นพระพุทธรูปยืนห้ามสมุทรสูงเสมอพระองค์ ทรงเครื่องต้น คือ พระ มหามงกุฎ กรรเจียกจร ฉลองพระศอ ทับพระทรวง พระสังวาล ตาบหน้าตาบหลัง เฟื่องข้าง ผ้าทิพย์ พระสุพรรณกระถอบชายไหวสามชั้น พระสุพรรณภูษา พระเกยูร พระพาหุรัด พระสุพรรณมาลัยกนกเหน็บ พระธำมรงค์ทั้งสิบนิ้ว ยอดรังแตนใจกลางพระหัตถ์ ฉลองพระบาทเชิงงอน พระพุทธรูปฉลองพระองค์ เช่นนี้ พระเจ้าอยู่หัวและกรมพระราชวังบวรเมื่อเวลาเสวยราชสมบัติ“รีบร้อนเร่งซงส้างขึ้นไว้เพื่อจะให้ เป็นพระเกียรติยส สืบไปพายหน้าทุกพระองค์” (จอมเกล้าเจ้าหยู่หัว ๒๔๘๕, ๙๘ – ๙๘, อักขรวิธีสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม)
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องฉลอง พระองค์ขึ้นสามองค์ ได้แก่ พระพุทธจักรพรรดิ พระพุทธเพชรัตน์ และพระพุทธเนาวรัตน์ พระพุทธจักรพรรดินั้น เป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์ของสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก (พระบรมราชชนกใน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก)
พระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างเพื่อกิจการพิเศษ
ตอนที่ ๗ พระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างเพื่อกิจการพิเศษ
เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชอยู่ถึง ๒๗ พรรษาก่อนที่จะเสด็จขึ้นครองราชย์ จึงทรงมีความผูกพันกับพุทธศาสนามากเป็นพิเศษ พระพุทธรูปที่ทรงสร้างขึ้นเพื่อกิจการ พิเศษนั้นล้วนเกี่ยวข้องกับการสถาปนาคณะธรรมยุติกนิกาย โดยพระสัมพุทธพรรณีเป็นพระพุทธรูปองค์ แรกที่สร้างขึ้นในคณะธรรมยุติกนิกาย และพระพุทธปริตร ที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์ของส่วนสัดตามขนาด ของเมล็ดข้าวเปลือก ที่ทรงเชื่อว่าเป็นเกณฑ์ที่ใช้ครั้งสมัยพุทธกาล และเป็นเกณฑ์ที่ทรงใช้กับพระพุทธรูป ที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในรัชกาลของพระองค์
๗.๑ พระสัมพุทธพรรณี (ดูรูปที่ ๓.๗๖)
พระพุทธรูปองค์แรกของธรรมยุติกนิกาย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างขึ้น ในปี พ.ศ. ๒๓๗๓ (ค.ศ. 1830) ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎสมมติเทววงศ์ และประทับอยู่ที่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาสวิหาร) มีพระฉายาว่า พระวชิรญาณเถระ ได้ทรงสถาปนาคณะธรรมยุ-ติกนิกายขึ้น พร้อมกันนั้นก็ได้ทรงหล่อพระพุทธรูปประทับขัดสมาธิราบปางสมาธิ ถวายพระนาม ว่า “พระสัมพุทธพรรณี” ซึ่งบรรจุดวงพระชนมพรรษาและพระสุพรรณบัฏเดิม แต่ที่เป็นพิเศษคือ พระพุทธรูปองค์นี้ไม่มีพระเมาลี หรือพระเกตุมาลา ซึ่งพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ ช่างเอกของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล่าประทานสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า
ทูลกระหม่อม (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ไม่โปรดจะให้มีพระ เกตุมาลา ด้วยพระอรรถกถาจารย์หรืออะไรอธิบายไว้ว่า พระเกตุมาลานั้นเกิด ขึ้นด้วยอำนาจทรงสมาธิ อาจจะกลั้นหายใจลมจึงดันขึ้นเบื้องบนทำให้มีพระ เกตุมาลา ทูลกระหม่อมตรัสว่าหัวเป็นปุ่มก็ไปเข้าลักษณะบุรุษโทษ ไม่ควรแก่จะ เป็นพุทธลักษณะเลย ... จนถึงทรงอธิษฐาน ให้ทรงพระสุบินเห็นพระรูป พระพุทธเจ้าอันแท้จริง ก็ได้ทรงพระสุบินเห็นจริงๆ แต่ก็เห็นพระเศียรมีปุ่มดุจ พระพุทธรูปที่ทำกันอยู่นั้นเอง ทั้งนี้ไปเข้ารูปอย่างที่ฝ่าพระบาทตรัสประทาน วินิจฉัยไว้ด้วยความเคยเห็นนั้นเอง ที่สุดทูลกระหม่อมก็ทรงหักหัวหักหางเอาว่า พระเศียรมีปุ่มไม่ได้ เพราะฉะนั้นพระพุทธรูปซึ่งสร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๔ จึงไม่มี พระเกตุมาลา (สาส์นสมเด็จ เล่ม ๑๗ ๒๕๑๕, ๒๗๗ – ๒๗๘)
ภายหลังได้ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุภายในองค์พระด้วย พระสัมพุทธพรรณีประดิษฐานที่วัด สมอรายเรื่อยมาจนกระทั่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกอบพระราชพิธี บรมราชาภิเษก ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระสัมพุทธพรรณีไปประดิษฐานในพระราชพิธีด้วย หลังจาก พระราชพิธีบรมราชาภิเษก จึงได้อัญเชิญพระสัมพุทธพรรณีไปประดิษฐานที่ฐานชุกชีในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดารามแทนที่พระพุทธสิหิงค์ ที่ได้อัญเชิญไปไว้ที่พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ในพระ บวรราชวัง อันเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว (สุริยวุฒิ ๒๕๓๕, ๓๒๖)
นอกจากนั้นแล้ว พระสัมพุทธพรรณียังครองจีวรตามแบบพระภิกษุในธรรมยุติกนิกาย พาดสังฆาฏิจีวรทำเป็นริ้วตามธรรมชาติอีกด้วย เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการทำพระรัศมีขึ้น ๔ องค์ ด้วยทอง นาก แก้วสีขาว และแก้วสีน้ำเงิน ทอง สำหรับฤดูร้อน นากหรือแก้วสีขาวสำหรับฤดูหนาว และแก้วสีน้ำเงินสำหรับฤดูฝน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือผู้แทนพระองค์จะเสด็จฯ ไปทรงเปลี่ยนพระรัศมีของพระสัมพุทธพรรณี ในคราวเดียว กับการเปลี่ยนเครื่องทรงของพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน)
|
พระพุทธรูปที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายพระมหากษัตริย์ เพื่อเสริมพระเกียรติยศและสิริมงคล
นอกจากพระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างขึ้น เพื่อใช้ในพระราชพิธีที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบัน พระมหากษัตริย์แล้ว ยังมีพระพุทธปฏิมาที่ถือว่าเป็นสิริมงคลของพระมหากษัตริย์และเสริมพระเกียรติยศ มีทั้งที่เป็นพระพุทธปฏิมาที่มีผู้นำมาถวาย และพระพุทธรูปที่ทรงสร้างขึ้นใหม่
พระพุทธปฏิมาที่มีผู้นำมาถวาย สร้างด้วยวัสดุมีค่าหายาก เช่น แก้วผลึก ซึ่งนอกเหนือจาก พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกตแล้ว ก็ยังมีพระพุทธรูปที่สำคัญอีกได้แก่พระพุทธปฏิมา ที่พระมหากษัตริย์ทรงยกย่องให้เป็นพระแก้วประจำรัชกาล เช่น พระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัย พระนากสวาดิเรือนแก้ว พระแก้วเชียงแสน และพระพุทธบุษยรัตนน้อย เป็นต้น (จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๒๔๙๖, ๑๖๙)
ตอนที่ ๘ พระพุทธรูปที่มีบุคคลทูลเกล้าฯ ถวาย
๘.๑ พระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัย (ดูรูปที่ ๓.๗๙)
พระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัยนั้น มีนายพรานไปพบในถ้ำเขาส้มป่อย นายอน เมือง จำปาศักดิ์ เจ้าเมืองจำปาศักดิ์นำมาถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์จึง พระราชทานพระราชดำริแบบให้ช่างทำฐาน
แล้วซงพระราชดำหริพระราชทานหย่างไห้ช่างปั้นถานมีหน้ากะดาน ชั้นสิงห์ บัวหงายแลหน้ากะดานบนลวดทับหลัง ย่อเก๊ดเปนหลั่น แลมีหน้ากะดานท้องไม้ ชั้นรองรับบัวกลุ่มหุ้มรับทับกเสตรแก้วต่อองค์พระพุทธปติมา โดยซวดซงสันถาน ที่พึงพอพระราชหรึไทย แล้วก็ไห้หล่อด้วยทองสำริดแต่งไห้เกลี้ยงเกลาสนิธแล้ว หุ้มด้วยทองคำ ทำให้เกลี้ยงกวดขึ้นเงางามด้วยชอบพระราชหรึทัย ว่าเนื้อแก้ว เกลี้ยงไสสอาดต่อติดกับเครื่องทองอันเกลี้ยงนั้นงามยิ่งนัก... (จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๒๔๘๕, ๙๓, อักขรวิธีสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม)
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงประดิษฐานพระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัย ในหอพระสุลาลัยพิมาน และทรงสักการบูชาวันละ ๒ เวลา เช้าค่ำมิได้ขาด แล้วถวายพระนามว่า พระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัย เป็นพระแก้วประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ถือว่ามีความสำคัญรองลงมาจากพระแก้วมรกต เพราะหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยกฐานชุกชีของพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรให้สูงขึ้นแล้ว ก็มิได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไป เป็นประธานในพระราชพิธีนอกพระอุโบสถอีกต่อไป “จึงโปรดให้อัญเชิญพระพุทธบุษยรัตน ออกมาตั้งเป็น ประธานในการพระราชพิธีแทนพระแก้วมรกต” (เรื่องเดียวกัน, ๑๖๘ - ๑๖๙)
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๙๖ (ค.ศ. 1853) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงสร้างพระวิหาร พระพุทธรัตนสถานในพระบรมมหาราชวังถวาย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแปลง พระวิหารเป็นพระอุโบสถเพื่อทรงพระผนวชในปี พ.ศ. ๒๔๑๖ (ค.ศ. 1873) เมื่อพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้าง พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิตแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ (ค.ศ. 1906) จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธบุษยรัตน์ฯ ไปประดิษฐานไว้บนชั้นที่ ๓ ของพระที่นั่ง จวบจนทุกวันนี้ (เรื่องเดียวกัน, ๑๗) |
|
|
|
|
รูปที่ ๓.๗๙ |
พระพุทธบุษยรัตนจักรพรรดิพิมลมณีมัย พบที่ถ้ำเขาส้มป่อย แคว้นจำปาศักดิ์ ประเทศลาว พุทธศตวรรษที่ ๒๑ (กลางคริสต์ศตวรรษที่ 15 - กลาง16) แก้วผลึก สูง ๒๔ เซนติเมตร พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต (ภาพจากหนังสือ พระพุทธปฏิมา ในพระบรมมหาราชวัง) | |
พระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างขึ้นเพื่อชาติ และพุทธศาสนา
พระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างขึ้นเพื่อชาติ และศาสนา เริ่มขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อมาก็ทรงดำเนินรอยตามพระยุคลบาท จนถึงรัชกาลปัจจุบัน
ตอนที่ ๑๐ พระพุทธรูปที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างขึ้นเพื่อชาติ และพุทธศาสนา
๑๐.๑ พระนิรันตรายเรือนแก้ว (ดูรูปที่ ๓.๙๖)
ในปี พ.ศ. ๒๔๑๑ (ค.ศ. 1868) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระพุทธรูปขึ้นจากพิมพ์ของพระนิรันตราย (องค์ครอบ) ๑๘ องค์ เท่ากับจำนวนปีที่เสวยสิริราชสมบัติ โดยเพิ่มเรือนแก้วเป็นพุ่ม มีจารึกอักษรขอมจำหลักคาถาแสดงพระพุทธคุณ อรหํ สมฺมาสมฺพุทโธ จนถึง ภควา ภายในบัวหงาย ด้านหน้า ๙ ดอก ด้านหลัง ๙ ดอก ตรงกลางมีตรามงกุฎ มีพระราชดำริว่าจะ ทรงหล่อขึ้นปีละองค์ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา แต่เสด็จสวรรคตก่อนที่จะกะไหล่ทองพระพุทธรูป ทั้ง ๑๘ องค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่-หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้ช่างกะไหล่ทองจนแล้วเสร็จและพระราชทานไปยังพระอารามในคณะธรรมยุติกนิกาย เช่น วัดบวรนิเวศวิหาร และวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เป็นต้น ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้า-อยู่หัวสมเด็จ พระบรมชนกนาถ (สุทธาสินีนาฎ ๒๔๗๒, ๓๖ – ๔๑)
๑๐.๒ พระชัยวัฒนมงคลวราภรณ์ (พระชัยศิริวัฒน์)
เป็นพระชัยวัฒน์ขนาดเล็กที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๒๘ (ค.ศ. 1885) เพื่อพระราชทานแก่พระเจ้าลูกยาเธอ ๔ พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องสักการบูชา เมื่อเสด็จไปทรงศึกษาในภาคพื้นยุโรป พระชัยวัฒน์มงคลวราภรณ์นี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปั้นขึ้นที่วัดไชโย และหล่อขึ้นที่หน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม รวมทั้งสิ้น ๕๕ องค์ ซึ่งนอกจากพระเจ้าลูกยาเธอ ทั้ง ๔ พระองค์ที่จะเสด็จไปต่างประเทศแล้ว ยังพระราชทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงอีกด้วย พระชัยวัฒน์มงคลวราภรณ์ ไม่ถือตาลปัตร เพียงแต่พระหัตถ์อยู่ในกิริยากำ พระราชทานพร้อมด้วยตลับ รูปอุณาโลม สูงไม่เกิน ๒ เซนติเมตร มีสายสร้อยสำหรับคล้องพระศอได้ ต่อมาจึงพระราชทานแก่ผู้ที่ได้รับตรามหาจักรี ก่อนที่จะพระราชทานพระชัยวัฒน์มงคลวราภรณ์แก่ผู้ใด จะพระราชทานพระ บรมราโชวาท ๓ ข้อ
จะต้องทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้ถาวร จะต้องบำรุงรักษาพระราชอาณาจักร และราษฎรให้เจริญยิ่งขึ้น จะต้องมีความซื่อสัตย์กตัญญูต่อพระมหากษัตริย์
ดังนั้นพระชัยวัฒน์มงคลวราภรณ์ จึงแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของไทย ซึ่งไม่มีชาติใดมี
และในการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระบรมราโชวาท ก่อนพระราชทานพระชัยวัฒน์มงคลวราภรณ์ ให้ผู้รับยึดมั่นอยู่ในเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์นั้น ก็เป็นพระราโชบายเพื่อความอยู่รอดของชาติไทยนั่นเอง (ส. พลายน้อย และภาวาส ๒๕๒๒, ๕๕)
|