|
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระนางเจ้าฟ้ารำเพยภมราภิรมย์ (สมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินี) ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 มีพระนามเดิมว่า “สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์” ได้ทรงได้รับการศึกษาขั้นแรกจากสำนักพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าบุตรี ได้ทรงศึกษาด้านวิชาการและโบราณราชประเพณีต่างๆ นอกจากนั้นพระบรมชนกนาถทรงจ้างครูซึ่งเป็นสตรีชาวอังกฤษมาสอนภาษาอังกฤษ ด้วยพระบรมชนกนาถเห็นว่าต่อไปในกาลข้างหน้าจะจำเป็นอย่างมาก รวมถึงพระบรมชนกนาถได้สั่งสอนวิชาการด้านต่าง ๆ เช่น วิชารัฐศาสตร์ โหราศาสตร์เป็นต้น ด้วยพระองค์เองอีกด้วย
ในปี พ.ศ. 2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จออกทอดพระเนตรสุริยุปราคา ณ บ้านหว้ากอ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินกลับพระบรมมหาราชวัง ทรงพระประชวรด้วยโรคไข้ป่าอย่างรุนแรง และเมื่อถึงพระบรมมหาราชวังก็ทรงเสด็จสวรรคต
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 เหล่าพระราชวงศ์เสนาบดีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ได้ประชุมกันและตกลงถวายพระราชสมบัติแก่รัชทายาทของพระองค์ คือสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ แต่ในขณะนั้นทรงมีพระชนมายุเพียง 15 พรรษา เท่านั้นเกรงว่าจะไม่สามารถทรงบริหารบ้านเมืองให้สู่ความสงบเรียบร้อยได้ กรมหลวงเทเวศน์ จึงเสนอว่า ขอให้พระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปก่อนเป็นเวลา 5 ปี เมื่อพระองค์ทรงผนวชและเมื่อพระองค์บรรลุนิติภาวะแล้ว ก็ให้ทรงขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติต่อในโอกาสต่อไป สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ทรงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๕ แห่งราชวงศ์จักรี นับเป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกในราชวงศ์จักรีที่ขึ้นครองราชย์ในขณะที่ทรงพระเยาว์เช่นนี้ และเป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกที่มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เมื่อมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงทรงมีโอกาสศึกษาศิลปวิทยาการต่าง ๆ มากมาย และด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกล ในปี พ.ศ. 2413 หลังจากที่ขึ้นครองราชย์ได้ 2 ปี ทรงได้เสด็จประพาสต่างประเทศเป็นครั้งแรก ทรงเลือกที่จะไปเยือนประเทศสิงคโปร์และขวา (อินโอนีเซีย) ต่อจากนั้นก็ได้เสด็จไปเยือนประเทศอินเดียและพม่า พระองค์ได้ทงพบเห็นและศึกษาแบบแผนการปกครองแบบอย่างตะวันตก และได้ทรงนำข้อดีและข้อเสียมาใช้ในการปรับปรุงพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า และนับเป็นครั้งแรกท่พระมหากษัตริย์ เสด็จประพาสประเทศเพื่อนบ้าน และทรงได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัครมเหสี พระนามว่า “สมเด็จพระศรีพัชรินทรา พระบรมราชินีนาถ” ประสูติเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2406 ในพระบรมมหาราชวัง มีพระนามเดิมว่า “พระองคืเจ้าเสาวภาผ่องศรี” เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าคุณจอมมารดาเปี่ยม พระสนมเอก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดารวมทั้งสิ้น 97 พระองค์ประสูติในพระอัครมเหสี มี 9 พระองค์
1. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงพาหุหรัดมณีมัย กรมพระเทพนารีรัตน์ ประสูติเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2421 สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุได้ 10 พรรษา
2. สมเด็จเจ้าฟ้าชายวชิราวุธ ประสูติเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2423 ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6
3. สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ พระเจ้าตรีเพชรตมธำรง ประสูติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2424 สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุได้ 7 พรรษ
4. สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถประสูติเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2425 สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2463
5. สมเด็จเจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ ประสูติเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2428
6. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง สิ้นพระชนม์มในวันที่ประสูติ
7. สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าห้าอัษฎางค์เดชากุล กรมหลวงนครราชสีมา ประสูติเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2432 สิ้นพระชนม์ในวันที่ 8 กรกฏาคม พ.ศ.2466
8. สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑารุธราดิลก กรมขุนเพชรบูรรือินทราชัย ประสุติเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2435 สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2466
9. สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดช กรมขุนสุโขทัยธรรมธิราช ประสูติเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวรเนื่องด้วยทรงพระชราภาพมากและทรงตรากตรำพระราชภารกิจมากมาย พระองค์ทรงเสด็จสวรรคตเมื่อวนที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 รวมพระชนมายุได้ 58 พรรษานับว่าเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ ด้วยทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เพียบพร้อมไปด้วยพระคุณธรรม พระปรีชาสามารถในด้านต่าง ๆ มากมาย เป็นอเนกอนันต์
สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://thainews.prd.go.th
|