|
ปราสาทเขาพนมรุ้ง
ที่ตั้ง
ปราสาทเขาพนมรุ้ง ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้ง ปัจจุบันอยู่ใกล้กับบ้านตาเป๊ก ตำบลตาเป๊ก อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือใกล้กับชายแดน ด้านกัมพูชา
ประวัติ
ปราสาทเขาพนมรุ้งเป็นเทวาลัยในศาสนาฮินดู ปรางค์อิฐองค์แรกสร้างขึ้นเมื่อประมาณกลางพุทธศตวรรตที่ ๑๕ และเชื่อกันว่าได้รับการบูรณะซ่อมแซมโดยพระเจ้าราเชนวรมันที่ ๒ (พ.ศ.๑๔๘๙–๑๕๑๑) และพระเจ้าชัยวรมันที่ ๕ (พ.ศ.๑๕๑๑–๑๕๔๔) กษัตริย์เขมรซึ่งเป็นผู้อุปถัมภ์ศาสนาฮินดูลัทธิไศวะนิกาย ลัทธิดังกล่าวรุ่งเรืองตลอดพุทธศตวรรษที่ 17 จนถึงพุทธศตวรรษที่18 ในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จึงถูกเปลี่ยนเป็นอาคารทางพุทธศาสนาลัทธิมหายาน
อดีตกาลพนมรุ้งเป็นภูเขาไฟซึ่งผ่านการระเบิดมาแล้วและธรรมชาติก็ได้เปลี่ยนแปลงปล่องภูเขาไฟให้เป็นแหล่งน้ำ ซึ่งมีปริมาณน้ำมากเพียงพอต่อการบริโภคและอุปโภคได้ตลอดปี สำหรับคนโดยทั่วไปและสำหรับคนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งที่ขึ้นไปทำสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่บนนั้น ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นศาสนสถานทางศาสนาพราหมณ์ ลัทธิศิวะนิกาย คือการยกเอาพระศิวะเป็นมหาเทพ สิ่งก่อสร้าง ส่วนใหญ่สร้างเมื่อพุทธศตวรรษที่ 16-18 ร่วมสมัยกับปราสาทนครวัดซึ่งสร้างโดยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 มหาราชองค์หนึ่งของกัมพูชาเมื่อพุทธศตวรรษที่ 17 นั้นเป็นศาสนสถานทาง ศาสนาพราหมณ์ลัทธิวิษณุนิกายคือการยกเอาพระนารายณ์หรือพระวิษณุเทพ โดยเหตุที่พระศิวะมีถิ่นฐานที่สถิตย์ประทับอยู่บนภูเขาพระสุเมรุ ฉะนั้นการที่บรรพชนในอดีตจะทำสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่ถวายเป็นที่ประทับของพระศิวะมหาเทพ จะต้องหาทำเลหรือชัยภูมิ เพื่อจะสมมติหรือทำอุบายว่าคือเขาพระสุเมรุ จึงเลือกเอาพนมรุ้งสร้างสิ่งก่อสร้าง คือ ปราสาทพนมรุ้งด้วยหินทรายสีชมพู บนขอบปล่องภูเขาไฟด้านทิศใต้อันเป็นหนทางอันใกล้สวรรค์มากยิ่งกว่าพื้นราบและหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเพื่อรับแสงแห่งดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นการเริ่มต้นอันเป็นสิริมงคลและพลังอันยิ่งใหญ่ร้อนแรง
องค์ประกอบของโบราณสถาน
ปราสาทเขาพนมรุ้ง ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างจากเชิงเขา-ยอดเขา ตามลำดับ คือ สิ่งก่อสร้างนอกระเบียงชั้นนอก, ระเบียงชั้นนอก, ระเบียงคดชั้นใน และโบราณสถานที่สร้างด้วยหินทรายและศิลาแลงภายในระเบียงคดชั้นในจำนวน 6 หลัง ดังนี้
1. บันไดต้นทาง จากตระพักเข้าด้านล่างทางทิศตะวันออก ก่อด้วยศิลาแลงเป็นชั้น ๆ 3 ชุด สุดบันไดเป็นชาลารูปกากบาท 2. พลับพลา (มีชื่อตามทะเบียนโบราณสถานว่าโรงช้างเผือกพนมรุ้ง) เป็นอาคารโถงสร้างด้วยหินทราย และศิลาแลง มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 6.40X20.40 เมตร ตั้งอยู่เยื้องชาลารูปกากบาทไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 13 เมตร อาคารหลังนี้คงจะใช้เป็นที่พักเปลื้องเครื่องทรงของกษัตริย์ และจัดกระบวนเสด็จก่อนที่จะเสด็จขึ้นไปประกอบพิธีกรรมบนปราสาทเขาพนมรุ้ง เมื่อพิจารณาจากวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างคือ มีการใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างและลวดลายกลีบบัวที่จำหลักบนหัวเสาและลายดอกไม้มีกลีบบนยอดเสาเป็นลักษณะของศิลปะขอมแบบบายน ประมาณพุทธศตวรรษที่ 18 แต่เศียรนาคที่กรอบหน้าบันเป็นลักษณะของศิลปะขอมแบบคลัง ประมาณพุทธศตวรรษที่ 16 แสดงถึงการนำวัสดุเก่ามาใช้ ซึ่งอาจจะเป็นวัสดุเก่าจากที่แห่งอื่น หรือเป็นวัสดุเก่าของอาคารหลังนี้เองก็ได้ 3. ทางดำเนิน เป็นทางเดินที่ต่อมาจากบันไดชาลารูปกากบาท ปูพื้นด้วยศิลาแลงขอบเป็นหินทราย มีขนาด 160X9.20 เมตร บนขอบหินทรายเป็นเสาหินทรายยอดคล้ายดอกบัวตูม สูง 1.60 เมตร จำนวน 68 ต้น ตั้งเรียงกันเป็นระยะ ๆ ตรงกันทั้ง 2 แถว
4. สะพานนาคราช สร้างด้วยหินทราย มีแผนผังเป็นรูปกากบาท มี 3 ช่อง คือ ช่องแรกที่หน้าซุ้มประตูทางเข้าสู่ปราสาท มีขนาด 8.20X20 เมตร ยกพื้นสูงจากถนน 1.50 เมตร ราวสะพานทำเป็นลำตัวพญานาค 5 เศียร สะพานนาคราชช่วงนี้เป็นจุดเชื่อมทางดำเนินกับบันไดทางขึ้นปราสาทและทางสู่สระน้ำช่วงที่ 2 อยู่ภายในระเบียงคดตรงหน้าปรางค์ประธานมีขนาด 5.20X12.40 เมตร ยกระดังสูง 3.40X9.9 เมตร อายุราวพุทธ ศตวรรษที่ 17
5. บันไดขึ้นปราสาท สร้างด้วยหินทราย ตั้งอยู่ต่อจากสะพานนาคราชช่วงแรก เป็นทางเดินขึ้นไปยังลานบนยอดเขา มีขนาด 16X52 เมตร สูง 10 เมตร มี 5 ชั้น แต่ละชั้นมีชานพัก บันไดขึ้นปราสาทนี้มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 17 6. ทางสู่ปราสาท คือ บันไดทางขึ้นทั้งสองข้างของบันไดขึ้นปราสาทชั้นที่ 4 7. ระเบียงชั้นนอก เป็นทางเดินโล่งยกพื้นเตี้ย ๆ ปูพื้นด้วยศิลาแลง บรรจบกับทางเดินเข้าสู่ปราสาททางด้านข้างทั้งสองข้าง บริเวณลานภายในวงล้อมของระเบียงชั้นนอกด้านทิศใต้ทางซีกตะวันออกมีร่องรอยว่าเคยมีสิ่งก่อสร้างอื่นอยู่ด้วย 8. ซุ้มประตูและระเบียงคดชั้นใน สร้างด้วยหินทราย และศิลาแลง ลักษณะเป็นห้องยาวต่อเนื่องกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีหลังคาคลุมแต่ไม่ทะลุถึงกันเนื่องจากทำผนังกั้นเป็นช่อง ๆ ระเบียงคดทางด้านทิศตะวันออก และตะวันตกมีขนาด 2.6X59 เมตร ด้านทิศเหนือ-ใต้ ยาวประมาณ 68 เมตร ระเบียงทั้ง 4 ด้าน มีซุ้มประตูอยู่ตรงกลางด้านละ 1 ประตู และมีซุ้มประตูรองอีกด้านละ 2 ประตู ยกเว้นด้านทิศเหนือมีซุ้มประตูกลางเพียงประตูเดียว ระเบียงด้านทิศตะวันออกเจาะเป็นช่องตื้น ๆ ผนังด้านนอกสลักเป็นหน้าต่างปลอม ผนังด้านในเจาะช่องหน้าต่างจริงเป็นระยะ ๆ ระเบียงด้านตะวันตกมีแต่หน้าต่างหลอก ด้านทิศเหนือและใต้เจาะช่องหน้าต่างที่ผนังด้านใน ภายในระเบียงคดชั้นในประกอบด้วยโบราณสถานสร้างด้วยหินทรายและศิลาแลง 6 หลังคือ
ก.ปรางค์ประธาน สร้างด้วยหินทราย ตั้งอยู่กลางลานปราสาทชั้นใน มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อมุม ขนาด 8.20X8.20 เมตร สูง 27 เมตร มีมุข 2 ชั้น ทางด้านทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตก อายุสมัยราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 ข.ปรางค์น้อย สร้างด้วยหินทรายและศิลาแลง ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปรางค์ประธาน มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อมุม ขนาด 6X6 เมตร ส่วนยอดหักหายไป อายุสมัยราวพุทธศตวรรษที่ 16
ค.ปรางค์อิฐ 2 องค์ สร้างด้วยอิฐและหินทราย ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับปรางค์ประธานด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ องค์หนึ่งมีขนาด 5X5 เมตร หันหน้าไปทางทิศใต้ อายุสมัยราวกลางพุทธศตวรรษที่ 15 ง.บรรณาลัย สร้างด้วยศิลาแลงเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีประตูเข้า-ออกด้านเดียว หลังคาเป็นรูปประทุนเรือ มี 2 หลัง คือ ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ประธาน มีขนาด 11.60X7.10 เมตร สูง 3 เมตร อายุสมัยราวพุทธศตวรรษที่ 18(กรมศิลปากร, ปราสาทพนมรุ้ง 2531) กรมศิลปากรดำเนินการขุดแต่งและบูรณะปราสาทเขาพนมรุ้งด้วยวิธีอนัสติโลซิส (Anastylosis) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2514-2531
คุณค่าและความงาม ปราสาทเขาพนมรุ้ง เป็นทั้งสิ่งก่อสร้างที่แสดงความเชื่อ ความศักดิ์สิทธิ์ และเป็นศูนย์รวมแห่งความงดงามในด้านศิลปะและสถาปัตยกรรม ความโดดเด่นอยู่ที่การเลือกสถานที่สร้างปราสาท เมื่อเริ่มเดินขึ้นจากเชิงเขาอันเป็นทางที่ปูด้วยศิลาแลง ค่อย ๆ ขึ้นไปตามชั้นและบันได เกิดความรู้สึกเหมือนกำลังเดินขึ้นสู่สวรรค์ หรือขึ้นสู่เทวโลก เมื่อไปถึงบริเวณชั้นบนสุดอันเป็นที่ตั้งองค์ปราสาท ทำให้อยู่สูงเหนือภูมิประเทศโดยรอบ มองเห็นรอบทิศ เหมือนอยู่บนยอดแห่งจักรวาล ครั้นเข้าสู่บริเวณชั้นในระเบียงคดอันเป็นที่ตั้งขององค์ปราสาท รูปหินที่บรรจงแกะสลักงดงามเป็นเรื่องราวต่าง ๆ ก็ให้ทั้งความพิศวง ให้ทั้งความงาม ให้ทั้งความรู้ จะยกมาเพียง 2 เรื่อง เป็นตัวอย่าง ดังนี้ 1. รูปพระวิษณุอนันตศายิน บนทับหลังด้านทิศตะวันออกของมณฑป (Reclining Visnu on lintel, eastern face of antechamber) ซึ่งอยู่เหนือประตูทางเข้าปรางค์ประธาน รูปพระวิษณุนี้เราได้ยินชื่อเสียงและโด่งดังไปทั่วโลก คือ รูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ หมายถึงตอนที่พระนารายณ์กำลังบรรทมอยู่เหนือพญาอนัตนาคราชท่ามกลางเกษียรสมุทร
รูปนารายณ์บรรทมสินธุ์นี้ได้หายไปจากปราสาทเขาพนมรุ้ง เป็นเวลานานและมีการสืบค้นมาโดยตลอด ตอนหลังพบว่าอยู่ในอเมริกา มีการเรียกร้องโดยคนไทยและนักวิชาการร่วมแรงร่วมใจกันต่อสู้ให้ได้ทับหลังกลับคืน และก็ได้กลับมาให้เห็นอยู่ที่เดิม รูปนารายณ์บรรทมสินธุ์เกี่ยวข้องกับศาสนาพราหมณ์ เกี่ยวข้องกับการสร้างโลก การบรรทมเกี่ยวกับยุค คือเวลาของโลกแต่ละกัลป์ พระนารายณ์บรรทมเมื่อใด จักรวาลจะถูกทำลาย จากจุดเริ่มต้นสร้างโลกจนถึงโลกถูกทำลายนับได้หนึ่งกัลป์ (สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ 2539:312-318)
2. รูปพิธีเบิกพรหมจรรย์ บนหน้าบันชั้นลดทิศตะวันออก ด้านทิศใต้ของมณฑปปราสาทประธาน (Tantric ceremony on southern half-pediment , antechamber, main sanctuary) เป็นภาพสลักกลุ่มบุคคลจำนวนหกคน (ชำรุดหนึ่งคน) กำลังประกอบพิธีกรรมบางอย่าง โดยจำหลักภาพบุคคลซึ่งแตกชำรุดกำลังนั่งงอขาและเอนกายมาทางเบื้องหลังเล็กน้อย โดยใช้แขนยันพื้นไว้และมีรูปบุรุษนั่งประกอบทางด้านหลังสองคน เบื้องหน้าของบุคคลดังกล่าวประกอบด้วยบุคคลสามคน ซึ่งคนแรกเป็นสตรีกำลังยืน และอีกสองคนเป็นบุรุษ โดยคนหนึ่งใช้มือซ้ายจับเท้าของบุคคลที่นั่งงอขา ส่วนในมือขวากำลังถือวัตถุทรงกระบอก (?) โดยมีบุรุษคนที่สองกำลังยืนจ้องมองด้วยความสนใจ
หากเป็นไปได้แล้วพิธีกรรมที่แสดงบนภาพสลักรูปนี้อาจจะหมายถึง พิธีเบิกพรหมจรรย์ของสาวพรหมจารี โดยมีนักบวชเป็นผู้ประกอบพิธีก็ได้ (สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ 2539:393) ซึ่งเป็นพิธีของลัทธิฮินดูตันตระ
"เพียง 2 เรื่องที่ยกมาก็มีค่าเกินพอที่คนไทยและคนต่างชาติหลั่งไหลไป
อายุสมัย ประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 15-18 (อมรา ศรีสุชาติ, 2532 หน้า 105-106)
ประโยชน์ใช้สอย เทวาลัยในศาสนาฮินดู
การประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม52 ตอน 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478
การประกาศกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 93 ตอนที่ 141 วันที่ 9 พฤศจิกายน 2519 เนื้อที่ประมาณ 451 ไร่ – งาน 11 ตารางวา
การเดินทาง การเดินทางไปปราสาทเขาพนมรุ้งไปได้สองเส้นทาง คือ จากถนนสายหลักผ่านอำเภอนางรอง จะมีทางแยกด้านทิศใต้เข้าสู่ตัวปราสาท ทางสะดวกมาก ส่วนอีกด้านหนึ่งมาจากอำเภอประโคนชัย ด้านทิศตะวันออก มีถนนถึงตัวปราสาทเช่นเดียวกัน
บรรณานุกรม
สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์, ม.ร.ว. ปราสาทเขาพนมรุ้ง. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: มติชน, 2539.
ศิลปากร, กรม. กองโบราณคดี. ทำเนียบโบรานสถานขอมในประเทศไทย เล่ม 2 จังหวัดบุรีรัมย์. กรุงเทพฯ:น่ำกัง การพิมพ์, 2536.
|