หน้าหลัก | จังหวัดบุรีรัมย์ | ข่าวประชาสัมพันธ์ | แหล่งท่องเที่ยว | ประเพณีภูมิปัญญา | แนะนำภาพ | แนะนำร้านค้า | ลงนามถวายพระพร | ลงนามถวายพระพร | เว็บบอร์ด | ติดต่อโฆษณา
User :
Password :
สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน

เกาะติดประเด็นร้อน

ตำแหน่งโฆษณา
หมวด » เทศกาลประเพณี ภูมิปัญญา » วิถีชีวิตเรื่องเล่าต่างๆ

 

ตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่

 

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านที่แห้งแล้งกันดารแถบอีสาน ซึ่งอยู่ที่อำเภอแห่งหนึ่งของจังหวัดยโสธร มีสองแม่ลูกอาชีพรับจ้างทำนาแกและลูกชาย อาศัยอยู่ที่กระท่อมท้ายหมู่บ้าน ในแต่ละวันจะออกไปทำนาตั้งแต่เช้ามืด ชาวบ้านละแวกนั้นจะรู้จักกับครอบครัวของ ยายทองสุก เป็นอย่างดี เพราะลูกชายของยายทองสุกแกมีนิสัยไม่ค่อยสู้ดีนัก จะเป็นคนที่มีอารมณ์ร้อนใครพูดให้เป็นไม่ได้จะหงุดหงิด อารมณ์เสีย หาเรื่องทะเลาะจนเกิดเรื่องชกต่อยตีกันเสมอ ชาวบ้านต่างพากันสงสารยายทองสุก ที่ต้องทนกับลูกชายที่มีนิสัยแย่แบบนั้น ในแต่ละวันยายทองสุก และลูกชายจะออกไปทำนาเป็นประจำทุกวัน ถึงแม้ว่าลูกชายของแกจะมีนิสัยเช่นนั้นแต่ก็ช่วยทำนา

 

ต่อมายายทองสุกได้รับว่าจ้างจากผู้ใหญ่บ้านให้ดำนาหลายไร่ แกและลูกชาย จึงรีบกลับมาจัดแจงเตรียมอุปกรณ์เพื่อจะออกไปดำนาแต่เช้ามืด ยายทองสุกกลัวว่าลูกชายจะเหนื่อยกับการดำนา เพราะเดือนนี้ทั้งเดือนแกและลูกชายต้องดำนา ให้ทันเวลที่ได้รับปากกับผู้ใหญ่บ้าน ส่วนยายทองสุกกล่าวกับลูกชายว่า "เจ้าดำ วันนี้แกต้องเหนื่อยกว่าวันไหนๆ หลายเท่านะ แต่แกไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ เดี๋ยวแม่จะจัดเตรียมพวกข้าวกับน้ำไปให้แกที่นาเอง แล้วแม่ก็จะช่วยแกเพิ่มอีกแรง จะได้เหนื่อยน้อยลงถึงแม่จะดำนาได้ไม่มาก เมื่อก่อนแม่ก็เคยทำได้มากโขเชี่ยวนะ แต่ด้วยสังขารของแม่มันไม่อำนวยเหมือนเมื่อก่อน แต่แกจงจำคำที่แม่พูดไว้นะ ถ้าเราขยันขันแข็งเราก็จะไม่อดตาย ถ้าวันใดเราเกียจคร้านเราก็จะไม่มีอะไรเหลือ" พูดจบแกก็จัดข้าวของกองเอาไว้ เช้ามืดแกและลูกชายก็จะได้ออกเดินทางทันที

 

เช้าวันรุ่งขึ้นยายทองสุกและลูกชายได้เตรียมพร้อมเพื่อออกเดินทาง พอยายทองสุก ลุกขึ้นก็ล้มลงทันที "แม่เป็นอะไรไป ทำอะไรก็ระวังไว้บ้าง เห็นไหมยังไม่ทันออกเดินทางก็เป็นลมไปแล้ว เอาอย่างนี้แม่จัดเตรียมอาหารไว้ให้ฉัน ถ้าได้เวลาใกล้เที่ยงแม่ถึงออกไปที่นาก็แล้วกัน" เมื่อลูกชายพูดจบ ยายทองสุกก็พยักหน้ารับ แล้วลูกชายก็เดินจากไปพร้อมอุปกรณ์ ส่วนแกเพลียเหนื่อยมาทั้งวันและด้วยอายุที่มาก ควรจะได้พักผ่อน แต่กลับต้องมาทำงานหนักอย่างคนหนุ่มสาวเช่นนี้ ส่วนงานดำนา ก็มีมาเรื่อย ๆ ไม่ได้หยุดพักแกจึงหลงหลับไปพร้อมเวลาที่เดินไปเรื่อย ๆ ไม่ทันไร ก็จวนเที่ยงจะแล้ว

 

ส่วนลูกชายของแกกำลังดำนาตามปรกติและเจ้าดำมันดำนาได้มากพอดู เวลาผ่านไป รวดเร็วมากไม่ทันไรก็จวนเที่ยงแล้ว แต่ยายทองสุกยังไม่ทันตื่นนอน เจ้าดำเริ่มเหนื่อย จึงเดินกลับเข้าไปกินน้ำ มองดูพระอาทิตย์ที่บงบอกเวลาว่าจะเที่ยงแล้ว อีกไม่นาน แม่คงเอาอาหารมาส่ง เจ้าดำเดินกลับเข้าไปดำนาต่อเพราะยังเหลือเวลาที่จะดำนาได้อีก เจ้าดำมันห่วงเรื่องเที่ยวเพราะมันได้นัดกับพวกเพื่อน ๆ ไว้คืนนี้จะออกไปจีบสาวอีกหมู่บ้าน มันจึงต้องรีบเร่งทำนาเพราะขืนชักช้า งานที่รับปากจากผู้ใหญ่บ้านคงไม่ทันแล้วค่าจ้างอาจจะอดได้ ช่วงที่รอแม่คงดำนาได้อีกเยอะ เพราะกว่าแม่จะเดินทางมาคงอีกนานพอดู บ้านที่อาศัยก็อยู่ไกลออกไปอีก ช่วงนั้นเป็นช่วงที่แดดร้อนมากอากาศก็อบอ้าว ลมที่พัดมาก็มีแต่ลมร้อน จึงทำให้เจ้าดำ ลูกชายของยายทองสุกเริ่มอารมณ์เสีย

 

ขณะที่เวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ยายทองสุกรู้สึกตัวก็รีบจัดเตรียมอาหารทันที ยายทองสุกเดินอย่างรวดเร็วกลัวลูกชายจะรอนานแล้วจะพาลโกรธ ไม่ยอมช่วยดำนา จะเป็นเรื่องเสียหายต่อผู้ใหญ่บ้านได้ ระหว่างทางที่เดินทางมาก็มีแต่อุปสักมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเศษไม้ปักเท้าจนเลือดไหลเยิ้ม แต่แกก็ไม่ยอมหยุดพักเพราะกลัวลูกชายจะหิว ด้วยความเป็นห่วงลูกจึงตั้งหน้าตั้งตาเดินอย่างรวดเร็วทั้ง ๆ ที่ร่างกายของตัวเองก็แย่เต็มที

 

กล่าวถึงลูกชายตัวดีที่กำลังบ่นเหมือนหมีกินผึ้ง "ป่านนี้แม่ทำไมยังมาไม่ถึงอีกนะ มัวทำอะไรอยู่นะ ชักช้าเหลือเกินไม่รู้หรือว่าจวนจะเที่ยงแล้ว ฉันหิวจนปวดท้องไปหมด แล้วไม่มีเรี่ยวแรงจะทำนาอยู่แล้ว คอยดูถ้ามาถึงจะต่อว่าให้น่าดูเลย" เจ้าดำบ่นไปต่าง ๆ นานา จนอารมณ์เสียพาลเตะโน่นเตะนี่กระจัดกระจายไปทั่ว แล้วเดินไปมา กินน้ำอยู่หลายรอบจึงนั่งมองตามคันนาว่าแม่เดินถึงไหนแล้ว

 

ส่วนยายทองสุกทั้งวิ่งทั้งเดินสลับไปมาแกพยายามมองดูลูกชายแต่ไกล "คงอีกไม่ไกลก็จะถึงที่หมายปลายทางแล้วลูกรอแม่ก่อนนะอย่าเพิ่งโกรธแม่เลย" แกพูดตามทางมาตลอด แล้วแกก็รีบเดินให้เร็วขึ้นกว่าเดิม แต่ด้วยความที่ต้องเดินเท้าเปล่า แถมยังมีบาดแผล ที่เพิ่งโดนเศษไม้ปักจนเป็นแผลใหญ่เลือดยังไหลไม่หยุด แกก็ไม่ยอมพัก พยายามเดินให้ทันกลัวลูกชายจะหิว และพื้นดินที่ถูกแดดเผาจนร้อนระอุเท้าก็พองไปหมดก็ยิ่งทำให้เจ็บปวดเพิ่มขึ้นอีก แต่ก็ไม่ทำให้แกลดละความพยายาม แกพยายามเดิน ตามคันนาอย่างรีบเร่งเพราะอีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว ยายทองสุกแกร้องตะโกนมาแต่ไกล "เจ้าดำแม่มาแล้ว เจ้าดำแม่มาแล้ว ข้าวกำลังร้อน ๆ มีเนื้อตากแห้งด้วย" แกทั้งวิ่งทั้งร้อง ตะโกน วิ่งไปเซไปข้าวของที่หอบหิ้วมาก็หนักเต็มทน

 

ส่วนลูกชายเมื่อเห็นแม่วิ่งมาแต่ไกล แทนที่จะรีบวิ่งไปรับช่วยยกข้าวของที่แม่ถือมา ทั้งหนักทั้งเหนื่อยแถมยังต้องเดินตากแดดมาตั้งไกล เจ้าดำกลับตะโกนต่อว่า เสียยกใหญ่ เมื่อยายทองสุกมาถึง เจ้าดำเอยกับแม่ว่า "แม่มัวทำบ้าอะไรอยู่ ไม่รู้หรือ ว่าฉันหิว แทบขาดใจตายเอากล่องข้าวมานี่ อ้าวแม่ทำไมกล่องข้าวมันเล็กเท่านี้ แล้วฉันจะอิ่มได้ยังไงกินแค่ 4-5 คำก็หมดแล้ว คนทำงานหนักก็ต้องกินเยอะซิ ถ้าเช่น นั้นหลีกไปให้ไกล" เจ้าดำไม่ได้ฟังคำที่แม่พูดแต่กลับผลักแม่ออกทันที จนทำให้ยายทองสุก ล้มลงหัวฟาดกับขอบคันนาเพราะด้วยอายุก็มากจึงไม่สามารถพยุงตัวไว้ได้ ยายทองสุกต้องมาจบชีวิตลงด้วยฝีมือของลูกชายที่ตนรัก

 

ระหว่างที่เจ้าดำกำลังนั่งกินข้าวอย่างคนหิวโหยเหมือนคนไม่ได้กินข้าวมาหลายวัน เจ้าดำลืมไปว่าตัวเองได้ผลักแม่ผู้บังเกิดเกล้าไป จนทำให้แม่ต้องมาสิ้นชีวิตและเป็นคน ไร้วิญญาณนอนอยู่ข้างคันนาใกล้ ๆ กับเขา ส่วนเจ้าดำตั้งหน้าตั้งตากินอย่างเดียว ไม่สนใจแม่แม้แต่นิดเดียว เวลาผ่านไปได้ไม่นานเจ้าดำกินจนอิ่ม แต่ข้าวในกล่องกลับเหลืออยู่อีกค่อนกล่อง เจ้าดำเดินไปหยิบน้ำจึงเอ่ยกับแม่ว่า แม่ฉันกินอิ่มแล้ว ขอน้ำให้ฉันหน่อยแล้วคราวหน้าอย่าทำแบบนี้อีกนะเพราะฉันอาจจะทำร้ายแม่ก็ได้ แม่ แม่ ฟังที่ฉันพูดอยู่หรือเปล่า พอเจ้าดำเดินไปถึงที่แม่เขานอนสิ้นใจ เจ้าดำจับตัวแม่ เขย่าให้ฟื้น แม่ แม่เป็นอะไรไป ตอบฉันหน่อย

 

เจ้าดำเห็นเลือดที่หัวของแม่ถึงกับตกใจร้องไห้เสียใจ ร้องเรียกแม่เท่าไรก็ไม่มีวันหวนกลับมาเหมือนเดิมได้ แม่จ๋า ฉันขอโทษ ฉันผิดไปแล้วฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันหิวมาก นึกว่าแม่ลืมเอาข้าวมาส่ง ก็เลยอารมณ์เสียไม่ได้ทันคิดจึงผลักแม่ไป ไม่คิดว่าแม่จะหัวฟาดจนทำให้แม่เสียชีวิต เจ้าดำเสียใจที่ได้ทำร้ายแม่ผู้ให้ชีวิตแก่มัน เจ้าดำร้องไห้เสียใจก็ไม่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมได้ เพราะเขาได้ทำในสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดว่าจะเป็นเหตุให้แม่ต้องมาจบชีวิตลง

 

เมื่อเจ้าดำสำนึกได้ก็สายเกินแก้ เพราะร้องเรียกแม่ของตัวเองอยู่นาน เรียกเท่าไร ก็ไม่มีวันฟื้นมาได้ บาปกรรมครั้งนี้เขาทุกข์ใจมาโดยตลอด เขากินข้าวครั้งใด ก็จะนึกถึง คำพูดของแม่ติดหัวสมองเสมอ เจ้าดำกินข้าวได้แล้ว เขานึกย้อนวันเวลาที่ผ่านมา เพราะทุกครั้งที่กินข้าวเขาก็ไม่เคยแม้แต่จะยกสำลับข้าวช่วยแม่มีหน้าที่กินแล้วก็ลุกหนีไป ทั้ง ๆ ที่แม่ก็อายุมากแล้วควรได้พักผ่อนและควรจะสบายกับลูกอย่างมันได้แล้ว วันๆ มีแต่ออกไปเที่ยวเล่นปล่อยให้แม่อยู่บ้านตามลำพัง ยิ่งนึกก็ยิ่งเสียใจที่ไม่เคยทำดีกับแม่ มาคิดตอนนี้ก็สายเกินแก้เพราะไม่มีวันจะตอบแทนพระคุณแม่ได้อีก

 

 
เจ้าดำจึงคิดที่จะไถ่บาปโดยการสร้างพระธาตุให้กับแม่ของตัวเอง เพื่อไว้สักการะบูชาแม่ที่จากไป เจ้าดำจึงขอบวชเพื่อทดแทนพระคุณแม่ และต้องการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้แม่ พระธาตุที่สร้างไว้นี้เจ้าดำได้สร้างเป็นรูปกล่องข้าวน้อย เพื่อจะได้รำลึกถึงสิ่งที่ตัวเองได้กระทำผิดไป วันเวลาได้ผ่านไปนานนับปีเรื่องที่เกิดขึ้น มาก็เป็นอุธาหรณ์สอนใจและเป็นบทเรียนที่ได้สั่งสอนลูกหลานมาหลายรุ่นและนับจาก นั้นมาก็ไม่มีใครเคยเห็นเจ้าดำอีกเลย

 

พระธาตุแห่งนี้ชาวบ้านพากันมากราบไหว้และเป็นตำนานเรียกกันว่า พระธาตุกล่องข้าวน้อย จวบจนทุกวันนี้ และเป็นตำนานเรื่องจริงปัจจุบัน ยังคงมีที่จังหวัดยโสธร

 

 

บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้ อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆที่ทีมงานคิดว่ามีประโยชน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดความบันเทิง และให้ความรู้ โดยเราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ E-mail crm_buriramguideแอดhotmail.co.th ทีมงานจะนำบทความนั้นๆออกทันทีี

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอข้อมูลกับบุรีรัมย์ไกด์ดอทคอมและบุรีรัมย์ไทม์ด้วยวิธีง่ายๆ
เพียงส่งรูปภาพหรือข้อมูลข่าวสารกิจกรรมที่ท่านมีเกี่ยวกับบทความเนื้อหาในเว็บไซต์นี้ มาให้เราที่ buriramguideแอดhotmail.co.th ทางทีมงานจะนำรูปภาพและบทความของท่านมาปรับปรุงข้อมูลและลงชื่อท่านเพื่อเป็นเกียรติค่ะ
เขียนเมื่อ : 06 ธ.ค. 2553,09:18   เข้าชม : 1567 ครั้ง

เทศกาลประเพณี ภูมิปัญญา » วิถีชีวิตเรื่องเล่าต่างๆอื่นๆที่น่าสนใจ
แบ่งลูกให้ผี ในพิธี กั๊ดมนายเดิม – มนายสะโบน
‘ชาวบ้านบัว’ หายต๋อมไปนานเหมือนเดิม โผล่มาอีกทีคราวนี้ก็หน้าหนาวเข้าไปโน่น ยังไงเสียก็ต้องขออภัยหลาย ๆ ต่อมิตรสหายทุกท่านที่กรุณาผ่านทางมาเยี่ยมมาเยือน
นายสมบัติ เสริญไธสง
นายสมบัติ เสริญไธสง หมอดินอาสาประจำตำบลโคกกลาง ณ บ้านสำโรง ม.3 ต.โคกกลาง อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ วันที่ 10 มกราคม 2553
ตำนานเมืองนางรองตำนานเมืองนางรอง
วรรณกรรมพื้นบ้านเรื่องเมืองนางรอง มีการเล่าสืบต่อกันมาหลายสำนวน แต่ในที่นี้จะนำเสนอเพียง 2 สำนวน ดังนี้
ภูมิรู้ชาวบ้านว่าด้วยการปลูกมะพร้าวให้ลูกดก
“มะพร้าว” ภาษาเขมรบ้านผมเรียกว่า “โดง” ถือเป็นพรรณไม้โบราณอีกชนิดหนึ่งในหมู่บ้าน ที่จนถึงตอนนี้บรรดาชาวบ้านร้านตลาด เขายังคงนิยมปลูกเอาไว้ในละแวกบ้านหรือไม่ก็หัวไร่ปลายนา ตามแต่จะมีพื้นที่เหลือว่างพอให้ได้กลบได้ฝัง
ผู้ไท วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ยังคงดำรงอยู่
การตั้งถิ่นฐานและประวัติศาสตร์การเข้ามาของกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไท การอพยพเข้ามาในประเทศไทยมีหลายครั้งและตั้งถิ่นฐานทั้งในจังหวัดทางภาคอีสานและภาคกลาง ได้มีการแบ่งชาวผู้ไทออกเป็น 2 กลุ่ม ตามลักษณะการแต่งกายและบริเวณที่ตั้งถิ่นฐาน ได้แก่ กลุ่มผู้ไทขาว กลุ่มผ
ธรรมเนียมเรื่องการหย่าร้างเมื่อครั้งเก่าก่อน
ก่อนอื่น “ชาวบ้านบัว” ขออนุญาตส่งพรปีใหม่ ไปถึงยังเพื่อนพ้องน้องพี่ ขอจงสุขกายสบายจิต คิดหวังตั้งใจในสิ่งใดให้ได้ตามหวัง ขอพลังแห่งชีวิตจงอยู่คู่กับทุก ๆ คนตลอดไปครับ
ตำนานมะกอกโคกบนยอดภูเขากระโดง
ตำนานของพันธุ์ไม้ชนิดนี้มีเนื้อหาบางส่วนสอดคล้องกับวรรณกรรมพื้นบ้าน ที่เป็นตำนานของเมืองนางรอง กล่าวว่า ท้าวปาจิตต์ได้เดินทางมาเสาะหามเหสี จนกระทั่งมาพบนางอรพิมพ์ สตรีผู้งดงาม
ภูเขาโคกหรือเขาหญ้าคา
เป็นเนินดินเตี้ย ๆ อยู่ในท้องที่บ้านโคกเขาพัฒนา ต.โคกมะม่วง อ.ปะคำ เขตติดต่อกับ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา ห่างจากตัวอำเภอปะคำไปทางทิศตะวันตกประมาณ 15 ก.ม.
ก่องข้าวน้อยฆ่าแม่
ครั้งหนึ่งเมื่อหลายร้อยปีมาแล้วที่บ้านตาดทอง ในฤดูฝนมีการเตรียมปักดำกล้าข้าวทุกครอบครัวจะออกไปไถนาเตรียมการเพราะปลูก ครอบครัวของชายหนุ่มคนหนึ่งกำพร้าพ่อ ไม่ปรากฏชื่อหลักฐาน ก็ออกไปปฏิบัติภารกิจเช่นเดียวกัน
ตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านที่แห้งแล้งกันดารแถบอีสาน ซึ่งอยู่ที่อำเภอแห่งหนึ่งของจังหวัดยโสธร มีสองแม่ลูกอาชีพรับจ้างทำนาแกและลูกชาย อาศัยอยู่ที่กระท่อมท้ายหมู่บ้าน ในแต่ละวันจะออกไปทำนาตั้งแต่เช้ามืด
ภาษาไทยถิ่นอีสาน
ภาษาไทยถิ่นอีสาน เป็นภาษาท้องถิ่นที่ใช้พูดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เป็นภาษาลาวสำเนียงหนึ่ง ในสำเนียงภาษาถิ่นของภาษาลาวซึ่งแบ่งเป็น 6 สำเนียงใหญ่ คือ
พ่อผาย สร้อยสระกลาง
เกษตรประณีต 1 ไร่ มิใช่เพียงรูปแบบที่เพียงจดจำหรือนำไปทำตาม แต่สิ่งทีสำคัญมากกว่านั้น คือ แนวคิดในการทำการเกษตร
เกษตรกรรมประณีต
\"เกษตรกรรมอย่างประณีต 1 ไร่ ไม่ยาก ไม่จน\" เป็นรูปแบบเกษตรกรรมทางรอดที่เกิดจากการการระดมความคิดของปราชญ์ชาวบ้านภาคอีสานประกอบด้วย พ่อผาย สร้อยสระกลาง พ่อมหาอยู่ สุนทรชัย พ่อเชียง ไทยดี
นิทานพื้นบ้านเขมรเรื่อง กงเฮียน ยอดผู้กล้าจอมปลอม
หลายวันก่อน เพื่อนมิตรท่านหนึ่ง แวะเอาหนังสือนิทานเขมร (กัมพูชา) มาฝาก สอง – สามเรื่อง เมื่อลองพลิกอ่านดูแล้ว จากความรู้ภาษาเขมรแบบ ‘งู งู ปลา ปลา’ ที่ ’ชาวบ้านบัว’ พอจะมีติดหัวอยู่บ้างเล็กน้อย
สัมผัสวิถีชีวิต หมู่บ้านวัฒนธรรมผู้ไทยโคกโก่ง
หมู่บ้านวัฒนธรรมผู้ไทยโคกโก่ง กุฉินารายณ์ จ. กาฬสินธุ์ เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กอยู่เชิงเขามีชาวผู้ไทยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวสามารถพักแรมแบบโฮมสเตย์ เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตและประเพณีของชาวบ้าน
ศาลหลักเมืองบุรีรัมย์
เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทยที่เมืองแต่ละเมืองต้องมีศาล ในบุรีรัมย์มีศาลหลักเมืองทุกอำเภอ อ.เมืองบุรีรัมย์ มีศาลเจ้าหลักเมือง อยู่ติดกับวัดกลาง ร่างทรงเจ้าพ่อหลักเมืองเป็นสตรี อ.นางรอง มีศาลเจ้าหลักเมือง และศาลเจ้าแม่กวนอิม
ครูบาสุทธินันท์
ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญพฤทธิ์ เป็นปราชญ์ชาวบ้านอีกผู้หนึ่งที่ทำเกษตรประณีตเพื่อเป็นต้นแบบในการเรียนรู้แก่เกษตรกร
ตำนาน พญานาคราช เทพเจ้าแห่งท้องน้ำ
นาค หรือ พญานาค งูใหญ่มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และนาคยังเป็นสัญลักษณ์ของบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล นาคเป็นเทพเจ้าแห่งท้องน้ำ บางแห่งก็ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งฟ้า
ข้าวตอกปริศนาในงานศพชาวบ้านเขมร
ตามธรรมเนียมความเชื่อ ในงานศพของชาวบ้านเขมร ครั้นพอถึงเวลาแห่ศพไปเผา ในขบวนแห่ จะมีการโปรยข้าวตอก โรยรายเรื่อยไปตั้งแต่บ้านผู้ตายจนกระทั่งถึงเมรุ – เชิงตะกอน
ประวัตินางรอง
สมัยขอมเรืองอำนาจ เมืองนางรองหรือแคว้นพนมโรง เป็นที่อยู่ของชนชาติขอม ขอมได้ปกครองดินแดนส่วนนี้เป็นเวลานาน ได้พบซากเมืองโบราณที่แสดงว่าขอมมีอำนาจแถบนี้เป็นระยะๆ จากปราสาทหินพิมาย
แสดงความคิดเห็น เรื่อง : ตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่
 

Satiti.com ฟรีสถิติ โค้ดสถิติ สถิติเว็บไซต์ ตัวอย่างสถิติ เว็บสถิติ จัดอันดับเว็บไซต์ ฟรีบริการเก็บสถิติเว็บไซต์
สำนักงานบุรีรัมย์ไกด์ 67 หมู่ที่ 9 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ 31000
Graphic designed By :: buriramguide © 2008 สงวนลิขสิทธิ์ | E-Mail crm_buriramguideแอดhotmail.co.th