|
“จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นแหล่งผลิตพืชอาหาร พืชพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และก้าวเข้าสู่การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมการเกษตร” (โครสคำพูด ตัวหนา)
"ช่วงนี้อยากให้ทุกภาคธุรกิจยึดทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นำมาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ เพราะแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจยังน่าเป็นห่วง ฉะนั้นแนวทางที่จะฟันฝ่าอุปสรรคให้สามารถอยู่รอดได้ คือให้ยึดถือทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้อะไรให้นึกถึงความพอประมาณ และมีเหตุผลเป็นหลัก" นั่นคือคำกล่าวของนายสุรศักดิ์ ลิ่มวิไลกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดบุรีรัมย์
สิ่งที่ประชาชนในพื้นที่ต้องการในขณะนี้ คือชาวบ้านใน จ.บุรีรัมย์ ต้องการให้เกิดการจ้างงาน โดยจะต้องสนับสนุนและจัดให้มีโรงงานอุตสาหกรรมมาตั้งในเขตพื้นที่จังหวัด เพราะส่วนใหญ่ประชาชนจะประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากกว่า 80% เพื่อรองรับแรงงานภาคการเกษตรในฤดูว่างงาน ลดปัญหาการละทิ้งถิ่นฐานอพยพไปทำงานยังต่างจังหวัด และที่สำคัญหากประชาชนระดับรากหญ้าจะได้มีอาชีพ มีงานทำ และ มีรายได้ ก็จะมีกำลังซื้อทำให้ส่งผลดีกับทุกภาคธุรกิจสามารถอยู่รอดได้เช่นกัน
ที่ผ่านมาเคยมีการพยายามพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัด โดยการให้ความรู้ แนะนำนักธุรกิจรุ่นใหม่ ทั้งด้านประสบการณ์ การแก้ไขปัญหา ฝ่าฟันอุปสรรค ให้การดำเนินธุรกิจประสบผลสำเร็จ อีกทั้งยังจะช่วยหาช่องทางพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ประชาชนระดับรากหญ้าที่ยังขาดโอกาส ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพราะธุรกิจจะเดินหน้าก็ต่อเมื่อ ประชาชนระดับรากหญ้า มีกำลังซื้อ มีสภาพคล่องในการใช้จ่ายในครอบครัว
ภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมทั่วไปของปี 2553 มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้น หลังจากเกิดปัญหาภายในประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบ ทำให้รัฐต้องอัดฉีดเม็ดเงิน ในการกระตุ้นภาวะการณ์เงินการลงทุนของประเทศ โดยเฉพาะทุ่มเม็ดเงินลงมาอัดฉีดภาคอุตสาหกรรมให้สามารถฟื้นตัวได้ รวมถึงการกระตุ้นประชาชนให้สามารถใช้จ่ายได้คล่องตัว เพื่อเศรษฐกิจภายในประเทศจะไม่ชะลอตัว
นายสุรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของบุรีรัมย์ ภาวะเศรษฐกิจ เริ่มปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นเช่นกัน โดยเห็นได้จากโครงการก่อสร้างบ้านจัดสรร ทาวน์เฮาส์ พบว่าการก่อสร้างมีเพิ่มขึ้น ส่งผลให้แรงงานในพื้นที่มีงานหรือการใช้แรงงานมากขึ้นหลังจากที่ซบเซาต่อเนื่องในห้วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้การใช้แรงงานภาคเกษตรและภาคการก่อสร้าง ก็มีมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะการจ้างแรงงาน อย่างไรก็ตามมูลค่ามูลรวมของเศรษฐกิจในพื้นที่บุรีรัมย์ ยังต้องรอเม็ดเงินอัดฉีดจากภาครัฐเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม หรือการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐควรมีมากกว่าที่ผ่านมา
ส่วนการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัด มีพื้นที่ปลูกทั้งข้าว อ้อย ยางพารา และมันสำปะหลัง ภาครัฐควรให้ความสำคัญต่อการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิตพืชเศรษฐกิจหลักดังกล่าว เพื่อให้จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นแหล่งผลิตพืชอาหาร พืชพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และก้าวเข้าสู่การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมการเกษตรต่อไป
นายสุรศักดิ์ ยังกล่าวถึงแผนปรองดองแห่งชาติ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าตนเองเห็นด้วยและเห็นพ้องกับแผนปรองดองแห่งชาติของนายกรัฐมนตรี ที่ให้เวลาทุกฝ่ายก่อนเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย “ผมเชื่อว่าการประกาศแผนดังกล่าวจะสร้างความมั่นใจให้กับนักธุรกิจ ทั้งไทยและต่างประเทศ รวมทั้งนักท่องเที่ยว ในการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจ-การเมือง-สังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ต่อไป โดยผมเชื่อว่าทุกฝ่าย ต้องยอมรับ”
นี่คือ มุมมองแนวคิด ด้านเศรษฐกิจของ “สุรศักดิ์” ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ต้องการเห็นธุรกิจการลงทุนในจังหวัดมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าอีกไม่นานจังหวัดบุรีรัมย์ของเราจะกลายเป็นแหล่งที่น่าลงทุนแห่งใหม่ในภูมิภาคนี้.
////////////////////////// |