กรมอุทยานฯผนึกกำลังป่าไม้ล้างบางนายทุนรุกวังน้ำเขียว จ่อเชือดอีก102 แห่ง ไม่หวั่นเอกชนร้องศาลปกครอง ยันทำตามกม.
จากกรณีนายเทวินทร์ มีทรัพย์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา พร้อมเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ นำหนังสือคำสั่งของกรมป่าไม้ไปแจ้งให้รีสอร์ทบ้านไร่กฤษวรรณ และบ้านกุลละวานิชย์ รวมทั้งรีสอร์ทต่าง ๆ ในพื้นที่ อ.วังน้ำเขียว เพื่อให้รื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่ของอุทยานฯ ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น ความคืบหน้า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 21 ก.ค. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปตรวจสอบ ที่รีสอร์ทบ้านไร่กฤษวรรณ ต.วังน้ำเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา หลังจากมีประกาศคำสั่งของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลานให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากพื้นที่ พบว่าบรรยากาศภายในรีสอร์ทเงียบเหงาและไม่มีผู้เข้าพักแต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่ช่วงเวลานี้จะมีนักท่องเที่ยวโทรศัพท์เข้ามาจองที่พักล่วงหน้า เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 เดือน จนห้องพักเต็มไม่เพียงพอต่อการบริการนักท่องเที่ยว
ส่วนความคืบหน้าในการนำป้ายประกาศไปติดรีสอร์ทที่เหลืออีก 6 แห่งนั้น นายตระกูล อาจอารัญ ป่าไม้ชำนาญการอุทยานแห่งชาติทับลาน กล่าวว่า ในวันนี้จะยังไม่นำป้ายไปติดในพื้นที่รีสอร์ทที่บุกรุกเขตพื้นที่ป่าไม้แต่อย่างใด เนื่องจากพบว่าป้ายไวนิลหลายป้ายพิมพ์อักษรผิด จึงต้องนำไปแก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อนและคาดว่าในวันที่ 22 ก.ค.จึงจะนำไปติดได้ครบทุกรีสอร์ท รวมทั้งรอคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาว่าจะให้ดำเนินการอย่างไรต่อไป
นายภัคพล เขียวสลับ รองประธานชมรมรักสุขภาพและสิ่งแวดล้อมวังน้ำเขียว เปิดเผยว่า ได้พูดคุยกับผู้ประกอบการรีสอร์ทกว่า 80% มีความประสงค์ต้องการให้การแก้ไขปัญหาระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ระกอบการรีสอร์ท ในลักษณะที่นุ่มนวลและเข้าอกเข้าใจกัน ลดการกระทบกระทั่งด้วยวาจากัน เพราะเป็นคนไทยด้วยกันและเห็นว่าผู้ประกอบการควรช่วยกันคิดช่วยกันแก้ไขปัญหาให้พ้นผ่านไปไปด้วยดี โดยเฉพาะอยากให้ทุกภาคส่วนนำเสนออนาคตวังน้ำเขียวว่าจะก้าวย่างไปในวันข้างหน้าอย่างไร และไม่ต้องการให้ทางกรมป่าไม้เพียงหน่วยงานเดียวมากำหนดทิศทางอนาคตของอ.วังน้ำเขียว
ด้าน นายสุนันต์ อรุณนพรัตน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า จะนำประกาศไปติดบ้านพักและรีสอร์ทที่เหลืออีก 102 แห่งให้เร็วที่สุด เนื่องจากกรมอุทยานฯได้ดำเนินการตามกฎหมายถูกต้องตามขั้นตอน ผ่านการฟ้องร้องและศาลมีคำพิพากษาออกมาแล้ว และขั้นตอนที่กำลังดำเนินการ คือการใช้อำนาจทางการปกครองบังคับให้ออกจากพื้นที่ จากนั้นจะบังคับให้รื้อถอน เพราะหากปล่อยโดยไม่มีการดำเนินการใดๆ บ้านพักและรีสอร์ทที่ผิดกฎหมาย จะยื้ออยู่ในพื้นที่ไปเรื่อยๆ
ส่วนกรณีผู้ประกอบการจะรวมตัวกันฟ้องศาลปกครอง เพื่อให้คุ้มครองชั่วคราวนั้น นายสุนันต์ กล่าวว่า ไม่รู้สึกกลัว เพราะกรมอุทยานฯดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย ขั้นตอนแรก คือ จับกุมดำเนินคดี บ้านพักรีสอร์ทบุกรุกอุทยานแห่งชาติฯ ขั้นตอนที่สองคือฟ้องศาลและศาลมีคำสั่งออกมาแล้วว่า บ้านพักและรีสอร์ท 102 แห่ง มีความผิดจริง และศาลได้สั่งปรับแล้ว ขณะที่ขั้นตอนที่สาม คือ การบังคับใช้อำนาจทางปกครอง ที่ถูกคำพิพากษาให้ออกจากพื้นที่ทั้งหมด แต่ถ้ายังไม่ออกอีก ขั้นตอนต่อไปจะต้องรื้อถอน และขอยืนยันว่ากรมอุทยานฯไม่ได้ฟ้องซ้ำ เพราะศาลมีคำสั่งไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการมีสิทธิ์จะปกป้องตัวเอง เพื่อรักษาสิทธิ์ และกรมอุทยานฯไม่ได้บีบบังคับ เพราะยังสามารถอุทธรณ์ได้
ส่วนกรณีที่ผู้ประกอบการขอให้กรมอุทยานฯผ่อนผัน เช่น ขอให้ทำเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ หรือขอเช่า เพราะเห็นว่านำเงินลงทุนไปมากแล้วนั้น นายสุนันต์ กล่าวว่า กรมอุทยานฯทำอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด เพราะอุทยานฯเป็นของคนทั้งประเทศและเป็นของคนทั้งโลก จะนำพื้นที่ของอุทยานฯไปขายต่อให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งไม่ได้ ดังนั้น ข้อเสนอดังกล่าว จึงถือว่าเห็นแก่ตัวเกินไป และที่ผ่านมาเอกชนได้ประโยชน์ไปมากแล้ว อุทยานฯเป็นสมบัติของบ้านเมือง จุงถึงเวลาแล้วที่จะทำให้ถูกต้องตามกฎหมายของบ้านเมือง
ทางด้านนายสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวยืนยันว่า ที่ดินทั้ง 22 แปลง ที่กรมป่าไม้กำลังตรวจสอบ ล้วนอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติทั้งสิ้น แต่เพื่อความเป็นธรรม จะรอดูหลักฐานว่า มีเอกสารหลักฐานการครอบครองอะไรบ้าง เพราะเอกชนบางรายอาจจะมีเอกสาร เช่น โฉนด และถ้านำมายืนยันจะต้องตรวจสอบต่อไปว่า โฉนดเหล่านั้นได้มาอย่างไร ถูกต้องหรือไม่ และอาจจะเป็นความผิดโดยไม่เจตนา อย่างไรก็ตามหากเป็นแบบนี้จริงๆ ความผิดจะไปเกี่ยวโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ออกโฉนดด้วย ว่า ออกโฉนดในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นป่าอนุรักษ์ได้อย่างไร และที่พูดแบบนี้เพราะกรมป่าไม้ต้องให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย
นายสุวิทย์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีหลายคนพยายามออกมาเจรจา ขอให้ผ่อนปรนพื้นที่ที่เข้าไปบุกรุกนั้น ยิ่งทำให้มั่นใจว่า คนเหล่านั้นกระทำผิดบุกรุกพื้นที่ป่าจริงๆ ไม่เช่นนั้นคงไม่ออกมาเจรจาเช่นนี้ และขอยืนยันว่าจะทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เท่าเทียมกัน ส่วนการที่กรมอุทยานฯนำประกาศไปแปะหน้าสถานที่ที่รุกพื้นที่อุทยานฯนั้น เพราะมีหลักฐานและมั่นใจว่ารุกป่าแน่ๆ จึงใช้มาตรา 22 กฎหมายอุทยานฯ เข้าไปดำเนินการ ส่วนกรมป่าไม้คงจะทำในลักษณะเดียวกัน แต่หลักฐานยังไม่สมบูรณ์ จึงต้องรออีกนิด และคาดว่าในวันที่ 5 ส.ค.นี้จะขอหมายศาลเข้าไปตรวจตรวจสอบพื้นที่ได้ทั้ง 22 แปลง
ในขณะนี้ทราบชื่อเจ้าของที่ที่เข้าไปบุกรุกป่าสงวนในทางลับๆหรือไม่ว่าเป็นใคร นายสุวิทย์ กล่าวว่า มีชาวบ้านในพื้นที่พูดถึงกัน แต่ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะต้องรอหลักฐานให้แน่ชัดก่อน โดยชาวบ้านพูดกันว่าเจ้าของที่แต่ละคนไม่เบาทั้งนั้น เอ่ยชื่อออกมาใครๆ ก็รู้จัก ทั้งนี้คาดว่าตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค. เป็นต้นไป ก็คงรู้แน่ว่า เจ้าของที่ทั้ง 22 แปลงนั้นเป็นใครบ้าง
ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.)จ.นครราชสีมา นายเฉลิมพร พิรุณสาร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกรณีการบุกรุกที่ดินใน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับที่ดินส.ป.ก.อยู่ 2 ส่วน ส่วนแรกคือส.ป.ก.ได้มอบเอกสารสิทธิ์ในที่ดินให้กับเกษตรกรไปแล้ว และอีกส่วนคือที่ดินส.ปก.ที่ยังไม่ได้จัดสรรให้เกษตรกร จึงต้องเข้าตรวจสอบและหากพบทำผิดระเบียบหลักเกณฑ์ปฏิบัติ จะต้องดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจัง คาดว่าคงต้องใช้เวลาไม่เกิน 2 เดือนจึงแล้วเสร็จ
ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ส.ป.ก.ให้เป็นพื้นที่พิเศษหรือให้เช่านั้น เรื่องนี้มีผู้เสนอมาเยอะมากว่าควรจะให้มีการดำเนินการในที่ดินส.ป.ก.ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร แต่ถ้าว่ากันตามกฎหมายแล้วไม่สามารถทำได้ จึงต้องให้ศึกษาเรื่องนี้ว่า จะทำได้หรือไม่และต้องแก้ไขกฎหมายกันอย่างไร รวมทั้งผลการศึกษาจะเป็นประโยชน์อย่างไร เพื่อเสนอรัฐบาลในที่ประชุมครม. เพราะต้องมีการแก้ไขกฎหมายรองรับต่อไป
นายเฉลิมพร กล่าวถึงการดำเนินการตรวจสอบที่ดินส.ป.ก.ใน อ.วังน้ำเขียว ต้องเผชิญกับกลุ่มอิทธิพลว่า เรื่องนี้ไม่น่าเป็นห่วง เพราะส.ป.ก.มีกฎหมายปฏิบัติอยู่แล้ว จึงต้องทำตามขั้นตอนตามระเบียบอย่างตรงไปตรงมา และที่ผ่านมาทางส.ป.ก.มีเรื่องฟ้องร้องกับกลุ่มผู้บุกรุกอยู่หลายคดีพอสมควร โดยเฉพาะในเขต อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมาอยู่ระหว่างการฟ้องร้องนายทุนรายใหญ่ ๆ อยู่ 4-5 ราย และบางรายอยู่ระหว่างศาลสั่งให้ประนีประนอม บางรายต้องคืนที่ดินให้ส.ป.ก. แต่ยังขอเวลารื้อถอนเคลื่อนย้ายสิ่งปลูกสร้างก่อน
ขณะที่ นายธีระวงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงปัญหาการบุกรุกที่ดินส.ป.ก.วังน้ำเขียวและบริเวณใกล้เคียงว่า จะต้องตรวจสอบโดยเร็วที่สุดว่า ส.ป.ก.4-01 ทั้งหมด 1.39 แสนไร่ เปลี่ยนมือไปแล้วกี่ราย เพราะถือว่าผิดวัตถุประสงค์ชัดเจน และจะต้องเพิกถอนสิทธิทั้งหมด โดยมั่นใจว่ากระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 60 วัน
ส่วนปัญหาการปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่ส.ป.ก.นครราชสีนั้น นายธีระ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ตนไม่ทราบแต่ขณะนี้ได้นโยบายไปแล้วว่าจะต้องรื้อถอนรีสอร์ททั้งหมด และหากพบว่าเจ้าหน้าที่ส.ป.ก.ไม่กล้าเข้าดำเนินการตามกฎหมาย กับผู้ประกอบการรายใหญ่ จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่ทันที
ขณะเดียวกัน นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ เลขาธิการส.ป.ก. กล่าวว่า ได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ด้านการรังวัด ด้านการสำรวจที่ดิน เพื่อสอบสวนว่ามีเจ้าหน้าที่ส.ป.ก. มีส่วนรู้เห็นหรือไม่ และทำไมเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จึงไม่เห็นว่าเป็นการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ รวมทั้งไม่ดำเนินการกับผู้ประกอบการรายใหญ่ๆมาก่อนหน้านี้ อีกทั้งมีการปล่อยปละละเลยให้รีสอร์ทบางแห่งสร้างโรงแรมขนาดใหญ่ได้อย่างไร จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องหาคำตอบให้กับสังคมให้ได้ เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินทั่วประเทศ.